ข้อสังเกตุ
  • Please check if the attachment directory is writeable.

ศรีศตวรรษ ศรีบูรพา


โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์


งาน "ต่อคิดสานฝัน อุดมการณ์ศรีบูรพา" วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๘
พิมพ์ครั้งแรก "มติชนสุดสัปดาห์" ปีที่ ๒๕ ฉ.๑๒๘๗ (วันที่ ๑๕-๒๑ เม.ย. ๔๘) หน้า ๕๙

    ศรี บูรพา เป็นนามปากกาของ กุหลาบ สายประดิษฐ์  ผู้เกิดเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๘ ครบ ๑๐๐ ปี เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคมที่ผ่านมาพอดี   

    องค์การ UNESCO ประกาศยกย่องให้ กุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นบุคคลของโลก และให้ปี ๒๕๔๘ เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองบุคคลสำคัญที่ได้รับการยกย่องนี้   การเฉลิมฉลองจะ ดำเนินต่อไปอย่างไรคงมีข่าวให้ได้รู้กัน ดังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งชื่อหอประชุมเล็กที่ท่าพระจันทร์เป็น "หอประชุมศรีบูรพา" แล้วนั้น ก็สมควรยิ่ง ด้วยนอกจากท่านจะสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้แล้ว ท่านยังเขียนบทความเรื่อง "ดูนักศึกษา มธก. ด้วยแว่นขาว" เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ความตอนหนึ่งดังนี้

    "นัก ศึกษาและบัณฑิตของ มธก. มีความรักในมหาวิทยาลัยของเขา มิใช่เพราะเหตุแต่เพียงว่าเขาได้เรียนในมหาวิทยาลัยนี้ เขาได้วิชาความรู้ไปจากมหาวิทยาลัยนี้ เขารักมหาวิทยาลัยนี้ เพราะมีธาตุบางอย่างของมหาวิทยาลัยนี้ ที่สอนให้เขารู้จักรักคนอื่นๆ รู้จักคิดถึงความทุกข์ยากของคนอื่น เพราะว่ามหาวิทยาลัยนี้ไม่กักกันเขาไว้ในอุปาทาน และความคิดที่จะเอาแต่ตัวรอดเท่านั้น

    "ชาว มธก. รักมหาวิทยาลัยของเขา เพราะว่ามหาวิทยาลัย ของเขารู้จักรักคนอื่นด้วย"   ข้อความนี่เองที่ภายหลังได้ประมวลเป็นใจความ สำคัญว่า  "ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน"

    หวัง ว่าจะปรากฏข้อความเหล่านี้จารึกไว้ยังหอประชุม "ศรีบูรพา" ที่ธรรมศาสตร์ด้วย   หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ได้มีปรากฏการณ์สามด้านที่สำคัญในเมืองไทย คือ ด้านการปกครอง ด้านพุทธศาสนา และด้านวรรณกรรม

    ผู้ นำการเปลี่ยนแปลงทั้งสามด้านมีสามบุคคลคือ ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านการปกครอง ท่านอาจารย์ พุทธทาสภิกขุ เป็นผู้นำด้านพุทธศาสนา และท่านกุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นผู้นำด้านวรรณกรรม

    ทั้ง สามท่านมิได้เป็นผู้นำแบบ "พลิกโลก" กระแสความเปลี่ยนแปลงในโลกต่างหากที่เป็นพลังความคิดแก่ท่านทั้งสาม ดัง บรรยากาศการปฏิวัติทั้งรัสเซียและฝรั่งเศสมีผลให้นักเรียนนอกอย่างท่านปรีดี และกลุ่มเพื่อนผู้ร่วมก่อการได้ริเริ่มนำมาใช้ในไทย

    ท่าน อาจารย์พุทธทาสภิกขุ เริ่มตระหนักถึงความแตกต่างระหว่าง "แก่น" กับ "กระพี้" ในพุทธศาสนา กอปรกับกระแสความคิด จากหนังสือต่างประเทศ เช่น "ประทีปแห่งบูรพาทิศ" รวมทั้ง ท่านโลกนาถ พระภิกษุจากอินเดีย นั้น

    ท่าน กุหลาบ สายประดิษฐ์ เอง เป็นนักคิดนักเขียนตั้งแต่เรียนมัธยมโรงเรียนเทพศิรินทร์ มีความรู้และเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ เชื่อว่าวรรณกรรมเอกของโลกหลายเล่มเป็นพลังให้ท่านเกิด "อุดมทัศน์" ในงานวรรณกรรม รวมทั้งการดำเนินชีวิตของท่านด้วย

    ท่าน อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบ ประชาธิปไตย ซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข     คุณูปการนี้ไม่เพียงเปลี่ยนอำนาจการปกครองมาสู่ประชาชนแล้ว ยังเป็นการเทิดทูนราชบัลลังก์ให้สูงเด่นมั่นคง พ้นไปจากอำนาจอันไม่แน่นอนของการปกครองอีกต่อไป

    ท่าน อาจารย์ปรีดีจึงเป็นผู้ยกสถานะของราชบัลลังก์และองค์พระมหากษัตริย์สู่ความ เป็น "ปาปมุต" คือพ้นไปจากมลทินอำนาจปกครองทั้งหลายอันพึงมีพึงเป็นไปตามครรลองของการใช้ อำนาจโดยทั่วไป และโดยนัยเดียวกันนี้ยังเป็นการ "คืนอำนาจสู่ปวงประชา" สมระบอบ "ประชาธิปไตย" อีกด้วย    ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ได้ก่อตั้งสวนโมกขพลารามในเวลาไล่ๆ กันนั้น พร้อมตีพิมพ์หนังสือรายสามเดือนชื่อ "พุทธสาสนา"  ตั้งแต่เริ่มตั้งสวนโมกข์มาจนถึงทุกวันนี้ เพื่อเผยแพร่ข้อคิดที่ถูกต้องในพุทธศาสนา รวมทั้งธรรมบรรยายต่างๆ ของท่าน อันนำมารวมตีพิมพ์เป็นเล่มอีกมากมายมหาศาล  จนอาจกล่าวได้ว่า หากจะศึกษาพุทธศาสนา นอกจากอ่านพระไตรปิฎกแล้ว ต้องอ่านงานของท่านพุทธทาสภิกขุด้วย

    งานของท่านพุทธทาสถือเป็นปิฎกที่สี่ได้โดยแท้

    ท่านอาจารย์พุทธทาสจึงเท่ากับเป็นผู้นำด้านพุทธศาสนาที่เป็นผู้ "คืนพุทธธรรมสู่พุทธศาสนานี้"

    ศรี บูรพา หรือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ท่านเขียนหนังสือ เป็นทั้งนักหนังสือพิมพ์ เป็นนักประพันธ์ ทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย นักแปล และบทกวี พร้อมเป็นหัวหน้านักเขียนกลุ่ม "สุภาพบุรุษ" หนังสือพิมพ์ยุคนั้น อาจารย์เจตนา นาควัชระ ท่านนิยามว่าเป็น "เวทีแห่งปัญญาของสังคม"

    การ ที่ศรีบูรพาเป็นทั้งนักหนังสือพิมพ์และนักประพันธ์นี่เอง งานของท่านจึงมีแก่นของ "ความจริง" ที่สะท้อนความคิด "ศักดิ์ศรีความ เป็นมนุษย์" อยู่ตลอดเวลาโดยมีเป้าหมายเพื่อปรับคุณสมบัติความเป็นมนุษย์ให้เป็นคนที่มี คุณค่าต่อสังคมในทุกระบอบระบบ

    นี่คือ "อุดมทัศน์" ที่ท่าน "คืนสู่วรรณกรรม" ในยุคนั้น และจำเป็นต้องมีอยู่ในทุกยุคสมัย

    ทั้ง สามท่านจึงเป็น "มหาบุรุษแห่งยุคสมัย" ผู้อยู่ร่วมสมัยเดียวกัน และเป็นความภาคภูมิใจของสยามประเทศในทุกยุคสมัยอีกด้วย  ศรีบูรพา ผู้ "คืนอุดมทัศน์สู่วรรณกรรม"  ท่านพุทธทาส ผู้ "คืนพุทธธรรมสู่พุทธศาสน์"  ท่านปรีดี ผู้ "คืนอำนาจสู่ปวงประชาชน"  นี่คืองานอันสถาปนาแล้วของสามมหาบุรุษ.

แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 08 มิถุนายน 2010 เวลา 11:15 น.)