ข้อสังเกตุ
  • Please check if the attachment directory is writeable.

กุหลาบ สายประดิษฐ์สุภาพบุรุษ มนุษยภาพ


ปาฐกถานำ โดย ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ  เอียวศรีวงศ์


ในการสัมมนาวิชาการ "ศรีบูรพาสัญจร" ครั้งที่ ๓ ณ คณะมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
วันศุกร์ที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๘

    ผม ถูกกำหนดให้พูดเรื่องอะไรก็ได้ ก็เลยนำชื่อบทความคุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี มาใช้แทน ผมจะขอพูดถึง "ศรีบูรพา" ในความหมายสุภาพบุรุษและมนุษยภาพ เวลาที่เราพูดถึงสุภาพบุรุษที่เกี่ยวกับ ศรีบูรพา เรามักจะนึกถึงนิตยสารสุภาพบุรุษ หรือกลุ่มนักเขียนหนังสือที่เรียกว่ากลุ่มสุภาพบุรุษ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทในวรรณกรรมไทย          

    ผม สนใจ "สุภาพบุรุษ" ในนิยามของศรีบูรพา การที่ท่านใช้คำว่าสุภาพบุรุษเรียกกลุ่มของท่าน  หรือเรียกหนังสือที่ท่านผลิตออกมาก็ตาม อาจจะเป็นเพราะต้องการจะสถาปนาเกียรติยศใหม่ให้แก่อาชีพใหม่ อันนี้ก็เป็นความคิดของอาจารย์ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ คำนิยามของศรีบูรพา ตามที่ท่านให้ไว้เป็นสิ่งที่คนที่สนใจงานของท่านรู้จักดีอยู่แล้ว  ท่านบอกว่า "ผู้ใดเกิดมาเป็นสุภาพบุรุษ  ผู้นั้นเกิดมาสำหรับคนอื่น" ตรงนี้ ผมสะดุดกับคำว่า เกิด ถ้าคนเราเกิดมาเป็นสุ าพบุรุษ ความเป็นสุภาพบุรุษก็มากับการกำเนิด ไม่ได้มากับการที่คุณสร้างมันขึ้นมา หรือการที่คุณพยายามจะทำให้ตัวเองกลายเป็นสุภาพบุรุษ กลายเป็นคุณสมบัติที่มากับการกำเนิด ท่านจะตั้งใจหรือไม่ไม่ทราบ แต่ว่าตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเผชิญหน้าในสมัยที่ท่านเขียนสิ่งนี้ขึ้น เรื่องการเกิดมาเป็นเจ้า การเป็นเจ้าไม่สามารถทำให้ตัวเองกลายเป็นเจ้าได้ ต้องมาตั้งแต่เกิด

        อย่าง ไรก็ตาม แต่ทั้งหลายนี้อาจจะเป็นเพียงสำนวนก็ได้ เพราะว่า คนสมัยนั้นอาจจะใช้คำนี้ไม่ตรงกับคำที่เรานิยามก็เป็นได้ เพราะว่าในที่เดียวกับที่ท่านเขียน ผู้ใดเกิดมาเป็นสุภาพบุรุษ ผู้นั้นเกิดมาสำหรับผู้อื่น จริงๆ แล้วมันมีคำที่ท่านเน้นเป็นอย่างมากก็คือว่า คนที่เป็นสุภาพบุรุษนั้น หัวใจสำคัญที่สุดก็คือความเสียสละ แสดงให้เห็นว่าความเป็นสุภาพบุรุษเป็นการสร้างเองได้ถ้าคุณเป็นคนที่รู้จัก ที่จะเสียสละ

    ความคิดเรื่อง สุภาพบุรุษไม่ได้มาจากการกำเนิด เป็นความคิดในสมัยนั้นที่ก้าวหน้าหรือล้ำสมัยอยู่พอสมควร คำว่า "สุภาพบุรุษ" แปลมาจากคำฝรั่ง Gentleman ในอังกฤษ เชื่อว่าคุณต้องเป็นสุภาพบุรุษถึงสามชั่วอายุคน คุณถึงจะเป็นสุภาพบุรุษได้ หมายความว่าสุภาพบุรุษ คุณสร้างให้ตัวเองได้  แต่การที่คุณจะเป็นสุภาพบุรุษอย่างแท้จริงคุณต้องสืบเชื้อสายการเป็นสุภาพ บุรุษสามชั่วคน หมายความว่าคำว่า Gentleman สมัยนั้น มีความหมายกำกวมระหว่างคนดี กับความหมายที่เป็นผู้ดี   

        การ ที่ศรีบูรพาบอกว่าการเป็นสุภาพบุรุษคุณสร้างเองได้ด้วยการเป็นผู้ที่เสียสละ อาจจะเป็นเรื่องที่ล้ำหน้าล้ำสมัยอยู่หน่อย เป็นช่วงสมัยที่คำว่า "ผู้ดี" ก็มีความหมายเหลื่อมล้ำระหว่างคนที่เกิดมาเป็น ผู้ดีกับความเป็นผู้ดี ผู้ที่เขียนเรื่องผู้ดีจึงพยายามจะช่วงชิงคุณสมบัติผู้ดีออกมาจากชาติกำเนิด เสีย  โดยให้ปฏิบัติตัวเป็นผู้ดีได้โดยไม่เกี่ยวกับชาติกำเนิด

            สำหรับ ศรีบูรพาเน้นคุณสมบัติของสุภาพบุรุษว่า อยู่ที่การเสียสละ  การเกิดมาเพื่อผู้อื่น  ถามว่าศรีบูรพาทำอะไรบ้างในเรื่องเหล่านี้ ผมคิดว่าชีวิตศรีบูรพาเองก็ได้ดำรงตนตามนิยามของคำว่า "สุภาพบุรุษ" ตลอดเวลา คือท่านคิดถึงคนอื่นตลอดเวลา เราจะเห็นได้ว่าท่านมีความเห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือผู้อื่นค่อนข้างมาก ถ้าได้อ่านประวัติที่คนอื่นได้สัมผัสท่านมาแล้วเขียน คือท่านไม่ได้เล่าเรื่องของตัวท่านเอง แต่คนอื่นที่เคยได้สัมผัส ได้รับการปฏิบัติจากท่าน ก็จะพูดถึงท่าน ระหว่างที่ท่านติดคุก  ติดตะราง  เมื่อได้ขนมได้อาหารก็แบ่งให้คนอื่น และอื่นๆ ร้อยแปดพันประการ  คนที่ตกทุกข์ได้ยากที่ท่านพบเห็น  ท่านก็จะพยายามช่วยเหลือตลอด  จนกระทั่งแม้แต่ตอนที่ไปอยู่เมืองจีน ท่านก็ได้รู้จักกับล่ามคนจีนที่ทางการจัดให้ ภายหลังเกิดปฏิวัติวัฒนธรรมล่ามคนนั้นถูกจับ ทางการจีนก็ส่งคนมาสัมภาษณ์คุณกุหลาบว่า คนคนนั้นต่อต้านการปฏิวัติหรือไม่ คุณกุหลาบบอกว่าเรื่องการเมืองของจีนคุณกุหลาบไม่รู้ ถ้าคนนั้นจะมีอะไรทางการเมืองท่านไม่รู้เรื่อง แต่บอกได้อย่างเดียวว่าคนคนนั้นเป็นคนดี ซึ่งภายหลังคนคนนั้นได้รับการปลดปล่อย ก็เกิดความซาบซึ้งใจอย่างมาก ในช่วงที่มีเรดการ์ดเต็มทั้งเมือง ก็ยังมีคนที่กล้าพูดถึงคนที่ถูกจับไปว่าเป็นคนดี ซึ่งคำพูดของท่าน  เรดการ์ดที่จับตัวคนคนนั้นไปจะเชื่อแค่ไหนก็ไม่ทราบได้เพราะคนดีของคุณ กุหลาบกับของเรดการ์ดอาจจะไม่ตรงกันก็ได้ อาจารย์สุภา  ศิริมานนท์ เคยกล่าวไว้ว่า คุณกุหลาบไม่ได้เป็นมาร์กซิสต์ แต่เป็นบุดดิสต์ ดังนั้น คำว่า คุณคนนั้นแกเป็นคนดี คำว่า คนดี คำนั้นของคนคนนั้นอาจจะชั่วที่สุดเลยก็ได้ในทัศนะของเรดการ์ด

        อาจารย์ กุหลาบเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ค่อนข้างมาก คำว่า  "ความซื่อสัตย์" ในโลกยุคปัจจุบันผมคิดว่า ความหมายของมันแคบลง  ตื้นลง ฟังดูเหมือนง่าย  คือหมายถึงว่าไม่โกง ถ้าเราพูดว่าซื่อสัตย์  คนก็บอกว่าเราไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่จะไปโกงใครได้ แต่จริงๆ แล้วคำว่าซื่อสัตย์ในความหมายที่ศรีบูรพาใช้ หมายถึง การบำเพ็ญพันธะทางศีลธรรมที่ตัวเองยึดถือด้วย ลองคิดถึงถ้าเรามีพันธะทางศีลธรรมบางอย่างในใจเรา แล้วเราไม่ได้ปฏิบัติสิ่งนั้น  หากปฏิบัติตามสิ่งที่ตรงข้ามที่เรายึดถือ คุณคิดว่าง่ายหรือ                   กรณีศรีบูรพาที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งก็คือ ตอนที่ท่านติดคุกครั้งที่สอง ท่านก็ไม่มีรายได้เท่าไร ก็มีสำนักพิมพ์มาขออนุญาตพิมพ์หนังสือเล่มสองเล่ม เรื่อง ปราบพยศ ซึ่งเป็นนวนิยายเล่มแรกๆ ที่ศรีบูรพาเขียน ท่านปฏิเสธไม่ไห้พิมพ์ เพราะมันไม่ดี เป็นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ อาจเหมาะสำหรับทำละครทีวีสมัยนี้ คือมันไม่ได้เรื่องในทัศนะของศรีบูรพา ตอนหลังท่านก็ไม่ได้เขียนแบบนี้อีกแล้ว ส่วนอีกเล่มหนึ่งคือ ลูกผู้ชาย ซึ่งมีลักษณะสะท้อนสังคมมากกว่า ท่านก็บอกอนุญาตให้พิมพ์ได้  ท่านยอมให้พิมพ์ แต่ขอให้เป็นเรื่องที่ดีไว้ ผมว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนะถ้าคุณไม่เคยเงินขาดมือ แล้วก็มีคนมาหยิบยื่นให้ ถ้าผมจำไม่ผิด  รู้สึกว่าท่านต้องการเงินไปสร้างบ้าน  แล้วก็กำลังติดคุกอีกด้วย  ไม่ใช่ง่ายเหมือนกัน   

    นี่ คือความซื่อสัตย์ในความหมายที่ศรีบูรพาใช้  คือหมายถึงการพูด การเขียน ตามสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าจริงอย่างไม่กลัวอันตราย ท่านก็เสี่ยงอันตรายในการที่จะเขียนสิ่งที่ท่านเชื่อตลอดมา บังเอิญท่าน เป็นคนโชคดี คือท่านเป็นคนนุ่มนวล แต่เป็นคนพูดตรง  ถ้าเคยอ่านงานศรีบูรพาก็จะเห็นว่าท่านกล้าขัดคอหรือกล้าบอกอะไรตรงไปตรงมา กับเพื่อนฝูงโดยไม่กลัวว่าจะเสียมิตรภาพ   แต่ว่าท่านไม่กระโชกโฮกฮาก เป็นคนที่พูดและเขียนสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าจริงอย่างกล้าหาญ และตลอดเวลาท่านจะเขียนถึงสิ่งที่เป็นคุณความดีที่ท่านสามารถปฏิบัติได้จริง ใครเป็นนักเขียนอยู่จะรู้ได้เลยว่าเรื่องนี้ยาก มนุษย์เรา เรารู้ว่าเราทำอะไรที่ชุ่ยๆ อยู่บ้าง เราจะไม่เขียนสิ่งที่เรากระทำชั่วอยู่ เขียนสิ่งที่เป็นความดีไม่ง่ายหรอก เพราะว่าพฤติกรรมความดีความชั่วของมนุษย์มันเชื่อมโยงกัน เป็นต้นว่าคุณเป็นคนดื่มเหล้าแล้วบอกว่าสติเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ได้ ฟังดูเหมือนว่าสติกับเรื่องกินเหล้าไม่เกี่ยวกัน  ศรีบูรพาพยายามไม่พูดถึงเรื่องสติในพุทธศาสนา จนมาในระยะหลังที่ท่านเลิกกินเหล้าไปแล้ว ท่านจึงพูดเรื่องสติในงานเขียนของท่าน    

    ท่าน เป็นคนที่ซื่อตรงต่อตัวเองอย่างยิ่ง นอกจากนั้นก็เป็นคนที่ยึดมั่นในอาชีวะปฏิญาณของตัวเอง มีความสามารถในการวิจารณ์ตัวเอง คือรู้ และยอมรับงานของตัวเอง  ชิ้นไหนดีไม่ดี เช่นเรื่อง ปราบพยศ ที่เล่าไปแล้ว เป็นต้น   ในแง่งานเขียน เมื่อเปรียบเทียบกับนักเขียนที่มีชื่อหลัง ๒๕๐๐ มา เช่น คนที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเสาหลักประชาธิปไตย จะเห็นได้ชัดว่าแตกต่างกันอย่างยิ่ง เช่น ความจริงใจในการเขียนบทความในหนังสือพิมพ์ก็ตาม การเขียนนิยายก็ตาม ศรีบูรพา เขียนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าที่จะเชิดชูตัวเอง งานนักเขียนที่มีชื่อหลัง ๒๕๐๐ คุณจะเห็นว่าเต็มไปด้วยเงื่อนแง่บางอย่างในการที่จะทำบางอย่างให้ตัวเองเด่น ดังขึ้นมา สิ่งนี้เราจะไม่พบในงานของศรีบูรพา เลยก็ว่าได้

        ทั้ง หมดนี้  เกี่ยวกับสุภาพบุรุษผมคิดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน หรือสอดคล้องกับความคิดเกี่ยวกับมนุษยภาพของท่าน บทความเรื่องมนุษยภาพที่มีชื่อมากของศรีบูรพา จริงๆ แล้วงานเขียนที่อยู่ใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะต้องเขียนซ่อนความหมายมาก ซ่อนเสียจนว่าถ้าผมเป็นคนอื่นอ่านแล้วอาจจะได้ความหมายไม่ตรงกันก็ได้ ผมคิดว่าสิ่งที่ศรีบูรพาจะพูดในเรื่องมนุษยภาพก็คือว่าความเป็นมนุษย์ สามารถบรรลุได้ในสังคมที่เคารพความจริงเท่านั้น  ในสังคมที่โกหก ตลบตะแลงเช่น สังคมสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นั้น มีการโป้ปดมดเท็จตลอดเวลา ฉะนั้น  ประชาชนที่อยู่ใต้ระบอบก็จะเป็นมนุษย์ที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น  

    สรุป ก็คือว่าท่านให้ความสำคัญกับความสัตย์จริง ความซื่อตรง  เป็นอย่างสูง ก็จะสอดคล้องกับนิยามสุภาพบุรุษที่ท่านนิยาม เพราะหลักการที่จะเกิดมาเพื่อคนอื่นต้องซื่อสัตย์หรือยึดสัจจะเป็นสำคัญที่ สุด

        งานของศรีบูรพา เท่าที่ศึกษา อาจจะแบ่งได้เป็น ๓ ส่วน คือ  หนังสือพิมพ์ วรรณกรรม และกิจกรรมทางสังคม คนที่ศึกษางานของศรีบูรพาก็จะเห็นบทบาททั้งสามส่วนชัดเจน คือบทบาทหนังสือพิมพ์ บทบาทวรรณกรรม บทบาทกิจกรรมเชิงสังคม งานประเภทที่สามคือกิจกรรมทางสังคม ผมคิดว่ามีความสัมพันธ์กับสองอย่างเป็นอย่างมากทีเดียว ไม่ใช่นักเขียนที่เขียนงานวรรณกรรมแล้วไม่ได้สัมพันธ์กับกิจกรรมทางสังคมเลย เป็นสามส่วนที่สัมพันธ์กันเป็นอย่างยิ่ง ปกติ นักเขียนกับนักวิชาการในปัจจุบันจะเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ ทั้งนักเขียนหรือนักวิชาการจะเขียน จะสอนอะไร จะวิจัยอะไร โดยไม่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของตัวเองเลยก็ได้ คือไม่มีพันธะทางใจออกนอกไปจากกระดานดำ ซึ่งก็เหมือนกับคนอารยะสมัยใหม่ทั้งหลาย ที่ว่าชีวิตถูกแยกออกเป็นส่วนเป็นเสี้ยว โดยไม่สัมพันธ์กันเลย เป็นบทบาทที่ไม่สัมพันธ์กัน ไม่เฉพาะนักเขียน นักวรรณกรรมเท่านั้น แต่เป็นชะตากรรมของคนทั้งโลก หากศรีบูรพาไม่ใช่อย่างนั้น งานสามส่วนที่ท่านทำ สัมพันธ์กันเป็นอย่างมาก อะไรที่ท่านทำ ท่านก็จะมีพลังเคลื่อนไหวในสิ่งเหล่านั้นด้วย     

    ใน ด้านวรรณกรรม คุณูปการของท่านก็คือ ท่านเป็นคนที่ทำให้การแต่งนิยายแพร่หลาย ก่อนหน้านั้นขึ้นไปนิยายตามนิตยสารก็จะเป็นนิยายจีน  นิยายแปล แต่ว่ากลุ่มสุภาพบุรุษทำให้การแต่งนิยายเองเป็นการแพร่หลาย การแต่งนิยายเองสำคัญอย่างไร ผมว่าสำคัญ ในยุคโบราณ นิยาย นิทาน เป็นสื่อที่มีความสำคัญเป็นที่สุดเลยก็ว่าได้ ในสังคมที่ไม่ใช้หนังสือเลย คำบอกเล่า คือสื่อที่จะบอกอะไรหลายๆ อย่างที่จะสืบทอดอุดมคติ สืบทอดวัฒนธรรม จากรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นหนึ่ง สิ่งที่เรียกว่าฟิคชั่นหรือนิยาย  ผมคิดว่าคือหัวใจสำคัญของการสื่อสารในสังคม

        สังคม ไทยเปลี่ยนแปลงเร็วไปพอสมควรหลังรัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา แล้วก็มีความคิดที่จะสืบทอดจารีตของการใช้นิยายแบบเก่า เช่น เงาะป่า ใช้ฟอร์มเก่าแต่เปลี่ยนเนื้อหาแบบเก่าพยายามสืบทอดตรงนั้นเพื่อเป็นรูปแบบ การสื่อสารของกันในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งผมอยากจะสรุปว่ามันตอบสนองไม่ทันในสังคมที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่านั้น เพราะฉะนั้นรูปแบบใหม่นิยายก็ตาม บทความในหนังสือพิมพ์ก็ตาม จึงมีความสำคัญ และการทำให้สิ่งนี้แพร่หลายจนกระทั่งชนชั้นกลางอ่านกันได้ ถึงจะเรียกว่าเรื่องประโลมโลกย์ก็ตามแต่เขาก็อ่านกัน และเสพมัน ผมคิดว่ามีความสำคัญในการสร้างสื่อที่มีความสำคัญยิ่งในสังคมไทย จนกระทั่งในปัจจุบันนี้    

    ที่ น่าสนใจอีกอย่างคือในนวนิยายที่ศรีบูรพาเขียนท่านมีสารอะไร ศรีบูรพาตั้งใจจะให้สารอะไร ผมคิดว่าสารที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ศรีบูรพาให้สังคมไทยก็คือว่า ท่านเป็นคนแรกๆ ที่คิดว่าสารที่ให้ต้องเป็นสารที่มีสาระสำคัญกับสังคม คือความคิดว่าเรื่องประโลมโลกย์ เป็นเรื่องที่สามารถสื่อสารเรื่องที่มีสาระสำคัญได้ เป็นคนแรกๆ ที่มีทำแบบนี้ แล้วก็น่าสนใจที่ว่าแนวโน้มที่จะใช้นวนิยายเป็นสื่อสำหรับส่งสารที่มีความ สำคัญนี้  หลังปี ๒๕๐๐ หรือหลังสฤษดิ์ ธนะรัชต์  หายไปเลยจากสังคม  จริงอยู่คนที่เขียนเรื่องเมียน้อยเมียหลวงก็เป็นเรื่องศีลธรรมเหมือนกันผม กำลังสงสัยว่าเขียนก่อนแล้วค่อยมาให้ศีลธรรมทีหลัง แต่ว่ามันหายไปอย่างเห็นได้ชัดในการเป็นสื่อส่งสาระสำคัญสู่สังคม     

    อีก ด้านผมคิดว่ามีบทบาทและความสำคัญเป็นอย่างมากคือด้านหนังสือพิมพ์ ผมคิดว่าศรีบูรพาเป็นผู้ให้คำนิยามที่ท่านเรียกว่าอาชีวะปฏิญาณ จรรยาบรรณความเป็นนักหนังสือพิมพ์คืออะไร ก่อนหน้านั้นขึ้นไป ผู้พิมพ์หนังสือพิมพ์ก็คิดว่าพิมพ์สินค้าที่พอจะขายได้ หรือคิดว่าเป็นผู้บอกกล่าวสิ่งที่คนอยากจะรู้ อาชีวะปฏิญาณหรือจรรยาบรรณของสิ่งที่เรารับสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นสิ่งที่กลุ่มสุภาพบุรุษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศรีบูรพาเป็นคนนิยามเอาไว้ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากๆ    

    เช่น เดียวกับงานวรรณกรรม ก็คือว่าอิทธิพลของศรีบูรพาในเรื่องหนังสือพิมพ์มันลดถอยลงไปเป็นอย่างมาก หลังปี ๒๕๐๐ เพราะตัวท่านก็ไม่ได้อยู่เมืองไทยแล้ว หลังปี ๒๕๐๐ สำนักใหญ่ที่เข้ามาเป็นผู้ผลิตนักหนังสือพิมพ์สืบต่อมาจนกระทั่งปัจจุบันคือ สยามรัฐ ผมว่าเป็นมหาวิทยาลัยสื่อสารมวลชนด้านหนังสือพิมพ์ที่สำคัญหลังปี ๒๕๐๐   ถ้าศรีบูรพายังอยู่ประเทศไทย และยังอยู่นอกคุก หลังปี ๒๕๐๐  เป็นต้นมา ก็คงจะมีสำนักงานอื่นที่เกิดขึ้นมาแข่งกับสยามรัฐและเป็นผู้ฝึกนักหนังสือ พิมพ์อีกรูปหนึ่งแข่งกับสยามรัฐด้วย          นอกจากนี้หลังปี ๒๕๐๐ การสอนด้านการหนังสือพิมพ์เป็นสิ่งที่กระจุกตัวอยู่ในมหาวิทยาลัย เป็นสิ่งที่ค่อนข้างประหลาดเหมือนกัน พอกระจุกตัวอยู่ในมหา�ลัย ก็จะสอนกับผู้ที่ไม่เคยทำหนังสือพิมพ์เลย เมื่อไหร่ที่จะทำหนังสือพิมพ์ก็เอาเงินหลวงมาทำหนังสือพิมพ์หรือว่าขาย กันเองในกลุ่มนักศึกษา ไม่เฉพาะที่นี่ แต่ทั้งประเทศไทย หนังสือพิมพ์ที่ทำจริงๆ กับสอนตามตำราก็ห่างกันไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นคนที่เรียนหนังสือพิมพ์แล้วไปทำหนังสือพิมพ์ต้องไปอยู่ภายใต้การ กำกับควบคุม และศึกษาโดยกลุ่มคนที่มาจากมหาวิทยาลัยสยามรัฐ เพราะคนกลุ่มนี้กลายเป็นผู้ใหญ่ในสำนักงาน

        แล้ว ก็น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า  ตรงกันข้ามกับสำนักงานสยามรัฐ  ในการทำหนังสือพิมพ์ของศรีบูรพา ตัวท่านเองเป็นคนรักการเรียนรู้ ในการบริหารงานท่านก็เน้นเรื่องการเรียนรู้เป็นอย่างมาก  ถ้าอ่านงานของสุภา ศิริมานนท์ ก็จะเห็นเลยว่า สุภา ยกย่องศรีบูรพาเป็นครูด้านหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์จะก้าวหน้าต่อไป ต้องเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น  ประวัติหนังสือพิมพ์ของไทยเราหนีชื่อของศรีบูรพาไปไม่ได้ เป็นชื่อที่มีความสำคัญเป็นที่สุดเลยก็ว่าได้ ทั้งหมดเหล่านี้ที่ท่านทำได้  ผมคิดว่าท่านอาศัยการนำ ไม่ว่าการเคลื่อนไหวทางสังคมหรืออะไรก็ตามที เบื้องหลังการสร้างสมาคมหนังสือพิมพ์ แม้ท่านจะไม่ได้เป็นนายกสมาคมคนแรกก็ตาม เรียกว่า ท่านทำอะไรได้หลายอย่างอาศัยความสามารถในการนำที่มาจากบุคลิกภาพตัวท่านเอง อ่านงานที่ผู้อื่นเขียนถึงท่านจะพบว่าท่านเป็นคนที่คนอื่นเกรงใจ เพื่อนร่วมรุ่นก็เกรงใจ หม่อมเจ้าอากาศดำเกิงที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น เขียนเรื่อง ละครแห่งชีวิต ศรีบูรพาเตือนหม่อมเจ้าอากาศฯ บอกว่าที่ได้รับความนิยมอย่าเพิ่งไปเหลิง เพราะว่าท่านเป็นเจ้า ทำแค่หนึ่งเขาก็ให้สามแล้ว คนธรรมดาทำสามเขาก็ให้แค่หนึ่ง เป็นการเตือนด้วยความรู้สึกว่าต้องปรับปรุงตัวเอง ไปเรื่อยๆ อันนี้เพื่อนร่วมรุ่นเป็นทั้งเจ้าเป็นทั้งผู้ได้รับชื่อเสียงแล้ว ท่านก็ยังกล้าพูด แต่ท่านก็ไม่ได้ดุ ไม่ใช่คนหยิ่ง แต่ทุกคนให้ความเกรงใจเพราะท่านเป็นคนดี นอกจากนี้ ความสามารถในการบริหารจัดการก็ถือว่าเยี่ยมมาก แม้ว่าจะไม่สามารถจัดการปัญหาในเชิงธุรกิจได้หลายอย่าง เช่น ทำหนังสือแล้วเก็บเงินสายส่งไม่ได้          ถ้าเราพูดถึงศรีบูรพาแล้วนี้หลีกไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงอุดมคติ คือไม่สามารถพูดถึงศรีบูรพาในฐานะนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นักเคลื่อนไหวในความหมายโดยทั่วไปได้  เพราะความเป็นนักอุคมคติเป็นเครื่องหมายอันหนึ่งที่สำคัญมากของศรีบูรพา แต่สำหรับคนในยุคปัจจุบัน คำว่า "อุดมคติ" ไร้ความหมายมากขึ้นทุกที เพราะว่ายุคปัจจุบันเราใช้มาตรฐานตัดสินเพียงอันเดียวคือ กินได้หรือเปล่า อุดมคติไร้ความหมายเพราะกินไม่ได้  เมื่อไรที่ครบรอบ ๒๐๐ ปีชาตกาลศรีบูรพา จะไม่มีใครสามารถพูดถึงศรีบูรพาได้อีกเลย เพราะพูดถึงศรีบูรพา ในฐานะนักคิด นักเขียน นักกิจกรรม โดยไม่มีนัยอุดมคติอยู่เบื้องหลังเหล่านั้นก็ไร้ความหมาย  ถึงใครจะสามารถพูดได้ใน ๒๐๐ ปี ชาตกาลของศรีบูรพา  แต่คนก็ฟังไม่รู้เรื่อง(ปรบมือ)

แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 08 มิถุนายน 2010 เวลา 11:15 น.)