ข้อสังเกตุ
  • Please check if the attachment directory is writeable.

"ศรีบูรพา" จากมุมมองของศตวรรษที่ ๒๑

 

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ  ดร.เจตนา  นาควัชระ

เก็บความจากแถบบันทึกเสียง ในการปาฐกถาพิเศษของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.เจตนา นาควัชระ
เรื่อง "ศรีบูรพาจากมุมมองของศตวรรษที่ ๒๑" ในงานฉลอง ๑๐๐ ปี ศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์)
ที่หอประชุม "ศรีบูรพา" มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดงาน
เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

    โดย หลักการแล้วเราคงต้องพิจารณาด้วยว่างานศิลปะนั้น มีลักษณะร่วมสมัยอย่างไร ถ้าถือว่า ศรีบูรพา คือนักประพันธ์เอกของไทย เราก็คงต้องตั้งคำถามกับความร่วมสมัยของงาน ในประการแรก  ความเข้าใจพื้นฐานก็คงจะเป็นว่าเขียนขึ้นในสมัยใด วรรณกรรมนั้นๆ ก็ซึมซับวิญญาณของยุคสมัยนั้นๆ และถ่ายทอดสารมายังสังคมร่วมสมัยกับผู้สร้าง นั่นคือลักษณะโดยทั่วไปงานที่ทรงคุณค่า...ทำหน้าที่แลไปข้างหน้า    ใน ลักษณะที่สอง งานที่ทรงคุณค่านั้น ณ จุดกำเนิดก็ทำหน้าที่แลไปข้างหน้าอยู่แล้ว หมายความว่างานเหล่านั้นมีลักษณะบางประการ ที่จะทำให้ร่วมยุคร่วมสมัยที่ยังมาไม่ถึง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือขณะที่นักประพันธ์เอกเขียนอะไรบางอย่างลงไป ท่านคงจะคิดว่าท่านกำลังพูด กับอนาคตอยู่ และตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญที่สุดที่เกี่ยวกับงานของศรีบูรพา

    ประเด็น ต่อไป เรามักจะพูดถึงคำว่า งานที่ยิ่งใหญ่ต้องมีลักษณะ เป็นสากล คำนี้อาจจะกว้างมาก กล่าวโดยสรุปปัญหาที่หนักหน่วงก็คือว่า งานที่เขียนเมื่อกว่ากึ่งศตวรรษมาแล้วนั้น ในขณะนี้ ในสภาวะวัฒนธรรม สังคม สภาวะทางการเมือง สภาวะของโลกซึ่งเปลี่ยนไป เราจะเข้าถึงงานเหล่านั้นได้อย่างไร มีอุปสรรคหรือไม่ ในบางลักษณะงานนั้นเมื่อเรานำมาอ่านแล้ว อาจจะมีความแปร่งเพี้ยน เราจะทำความเข้าใจกับงานนั้นๆ ได้อย่างไร   สำหรับงานของศรีบูรพานั้น ปัญหาที่ว่ามานั้นอาจจะไม่เป็นประเด็นใหญ่นัก เพราะเป็นที่เข้าใจกันว่าสารอันเป็นสากลในงานของศรีบูรพานั้นเป็นที่ ประจักษ์อยู่ เราอ่านงานของศรีบูรพา ณ จุดหนึ่งใน ศตวรรษที่ ๒๑ เมื่ออ่านแล้วคงจะอดที่จะอุทานออกมาไม่ได้ว่า ทำไมถึงได้มองการณ์ไกลขนาดนี้ หรืออาจจะพูดว่างานที่เราอ่านนั้น ราวกับว่าท่านได้เขียนเอาไว้เมื่อวานนี้เอง ตรงนี้เป็นประเด็นที่ผมอยากนำมากล่าวถึงในวันนี้   

    ยุคของศรีบูรพาไม่มีโทรศัพท์ มือถือ (ผมเคยพูดเล่นๆ ว่า ถ้าสมัยอยุธยามีโทรศัพท์มือถือ นางวันทองก็คงจะไม่ตายหรอก แต่ก็มีผู้แย้งขึ้นมาทันทีว่า ถ้ากรรมกำหนดให้นางวันทองต้องตาย มือถืออันนั้นก็อาจจะแบตฯ หมดก็ได้) ในโลกวรรณกรรมงานที่เราอ่านแล้วซึ้งมากๆ หลายชิ้นมักจะเป็นงานที่โต้ตอบกันทางจดหมาย และศรีบูรพามีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการเขียนงานที่ใช้จดหมายเป็นตัวสื่อ เสน่ห์ของงานบางชิ้นของศรีบูรพา อย่างเช่น สงครามชีวิต มาจากขนบที่ทางตะวันตกนั้นมี และเราก็อาจจะได้รับอิทธิพลมาก็ได้     

      เรื่อง โลกสันนิวาส คนรักขาดการติดต่อกันเป็นปี อะไรก็เกิดขึ้นได้ ทำให้ในที่สุดต้องพลัดพรากจากกันไป ถ้าเป็นสมัยนี้ก็แค่ยกหูโทรศัพท์ไล่ตามกัน หรือในเรื่อง ลูกผู้ชาย พระเอกไปเรียนหนังสือ ๗ ปี แล้วภรรยาไปมีสามีใหม่ คนที่เขียนจดหมายโต้ตอบกับพระเอกคือญาติพี่น้อง ปลอมลายมือ (ตรงนี้อาจเหลือเชื่อเหมือนกัน แต่เป็นประเด็นเล็กๆ ที่ขอข้ามไป) ถ้าปัจจุบันก็คงต้องให้ขายมือถือทิ้งไปเลย (ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีเครื่องมือสื่อสารอื่น) ถึงอย่างไรการสื่อความกันด้วยภาษาไม่ว่าจะเป็นจดหมายหรืออีเมล์ก็ตาม ถ้าสื่อความกันด้วยภาษาที่ไพเราะเพราะพริ้งอย่างที่ศรีบูรพาใช้อยู่เป็น ประจำ ตัวสารก็ส่งความที่มีความสลักสำคัญ และก็สามารถที่จะประทับใจเราได้  แต่ถ้าจะลองดูให้ดีว่า ภาษาเปลี่ยนไปหรือไม่ ดังข้อความบางตอนจาก ลูกผู้ชาย แต่ถ้าถามเด็กสมัยนี้ว่าเคยได้อ่านหนังสือและใช้สำนวนอย่างนี้หรือไม่ ("ฝ่ายใดแพ้ก็ต้องเนรเทศตัวเองไปอยู่เมืองน้ำตา") เขาก็คงตอบว่าไม่ คนที่ชินกับงานประเภทศรีบูรพาเขียนนี้ สำนวนเหล่านี้เป็นสำนวนประเภทวรรณศิลป์ วรรณศิลป์ที่ศรีบูรพาสร้างขึ้น ไม่มีสิ่งใดที่ด้อยไปกว่าร้อยกรองในขนบประเพณีไทยเลย ผมไม่ได้เสแสร้งมาเยินยอเลย ในระดับนานาชาตินวนิยายที่ยิ่งใหญ่ของโลก ไม่มีอะไรที่ด้อยกว่ามหากาพย์ของยุคโบราณเลย 

    งานเหล่านี้สำคัญสักแค่ไหนถ้า เรามองจากจุดยืนในสังคมปัจจุบัน สิ่งที่สำคัญมากคือความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ในงานของศรีบูรพานั้น เวลาที่ท่านพูดถึงชนชั้นสูง นั่นคือผู้ที่ครองอำนาจและผู้ที่ถูกโค่นอำนาจไปใน พ.ศ. ๒๔๗๕ เวลาท่านพูดถึงข้าราชการ และท่าน สร้างตัวละครที่เป็นข้าราชการนั้น ข้าราชการมีเกียรติภูมิสูง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มีเงินเดือนสูงมาก มีความมั่งคั่ง ปัจจุบันค่านิยมเหล่านั้นปรับเปลี่ยนไปไกลมากแล้วจากยุคศรีบูรพา เงินคืออำนาจ ราชการถดถอยจะให้มหาวิทยาลัยออกจากราชการ เพื่อจะได้ก้าวหน้าสักที พวกเราจำนวนหนึ่งก็ลังเลไม่อยากจะไป จนถูกผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบริภาษว่า "พวกคุณคือทาสที่ปล่อยไม่ไป" ถ้าคำพูดเช่นนี้ในสมัยของศรีบูรพามันเป็นการสบประมาทกัน   ในเรื่อง จนกว่าเราจะพบกันอีก ศรีบูรพาพูดถึงความก้าวหน้าที่ท่านได้ไปเห็นมาในออสเตรเลีย เป็นความก้าวหน้าทั้งทางวัตถุ ทั้งในด้านระบบสังคม การเมือง ซึ่งทำให้ประชาชนมีศักดิ์ศรี อยู่ได้ตามอัตภาพด้วยความสุขสบายพอสมควร เราก็อาจจะกล่าวอ้างได้ว่าขณะนี้เรามีหมดแล้วที่ท่านพูด ยิ่งในทางด้านวัตถุเรามีมากเสียด้วย เช่นโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) สิ่งเหล่านี้มันจ่อมาที่หมู่บ้านของเราแล้ว     แต่ลองดูสิครับว่า ในงานของศรีบูรพา ความใฝ่ฝัน ความปรารถนาของคนที่เป็นชาวบ้านของเขานั้นเป็นอย่างไร นี่คือจดหมายจากพ่อของจันทาถึงลูก "พวกพี่น้องของข้าพเจ้า เขาได้ยินว่า พวกที่มาปกครองใหม่เป็นพวกที่มาจากราษฎรเหมือนกัน (อย่าลืมคำว่า "คณะราษฎร")

     เขาจึงมีความหวังกันบ้าง... พ่อบอกเจ้าได้ว่า พวกพี่น้องชาวนาของเรานั้น มองไปข้างหลังก็พบแต่ความทุกข์อย่างเดียวเท่านั้น เขาไม่อยากเหลียวหลังกลับไปดูมันหรอกอ้ายหนูเอ๋ย เขาอยากจะรู้แต่ว่าข้างหน้ามันมีอะไรดีขึ้นบ้างสำหรับเขา เมื่อได้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงขึ้นเช่นนี้"  ลองมาพินิจประเด็นที่ศรีบูรพาตั้งขึ้นมา  แล้วเทียบดูกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน  นักการเมืองในปัจจุบันคงจะตอบได้ทันทีทันควันว่า ไม่ต้องแลไปข้างหน้าให้ไกลหรอก สิ่งที่พวกเจ้าต้องการนั้นข้าได้หยิบยื่นมาให้ถึงประตูบ้านเจ้าแล้ว แต้ถ้ากลัว ฝันค้างข้าก็หยิบยื่นสิ่งที่เป็นรูปธรรมให้เจ้าแล้ว หวยรัฐบาลอย่างไรล่ะ ทุกคนก็ฝันถึงตัวเลขไปหมดแล้วตั้งแต่ต้นซอยยันท้ายซอย  สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ให้เป็นผู้ผิด หรือผู้รับเป็นผู้ผิด แต่มันหมายความ ว่า ของบางอย่างที่เราทำขึ้นนั้น เราหยิบยื่นให้โดยที่เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร ถ้าเขารู้ว่ามันคืออะไร สิ่งเหล่านั้นมันก็จะเป็นสิ่งซึ่งมีค่า ตรงนี้เป็นเรื่องของการศึกษาในความหมายที่กว้างที่สุด และศรีบูรพาก็ได้ให้ประเด็น ตั้งประเด็นเช่นนี้ไว้ตลอด "ศรีบูรพา" ในฐานะนักหนังสือพิมพ์  

      ผม อยากจะพูดถึง ศรีบูรพา ในฐานะที่เป็นนักหนังสือพิมพ์  เราพูดกันอยู่ตลอดเวลาว่าท่านเติบโตมาจากหนังสือพิมพ์ และวรรณกรรม นั้น เป็นส่วนหนึ่งซึ่งเคียงขนานไปกับการทำหนังสือพิมพ์ ท่านเจ็บตัว เพราะหนังสือพิมพ์ และพร้อมจะเจ็บตัวเพราะหนังสือพิมพ์    หนังสือพิมพ์แต่เดิมเป็นเวทีที่จะ ต้องแสดงความสามารถทางปัญญาในทุกๆ ด้าน ผู้ทำหนังสือพิมพ์ต้องทำงานทุกอย่างด้วยตัวเอง รวมทั้งเขียนสารคดี วิเคราะห์ ให้ความรู้ เขียนงานซึ่งในปัจจุบันเราอาจจะเรียกว่างานวิชาการ  วรรณกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือพิมพ์  นักหนังสือพิมพ์เขียนวรรณกรรมเอง ขณะนี้หนังสือพิมพ์หรือสื่อนั้นรับวรรณกรรมจากผู้อื่น และผู้อื่นนั้นบางครั้งก็มิได้ซึมซับวิญญาณที่แท้จริง ของนักหนังสือพิมพ์ที่ดี หนังสือพิมพ์ในสมัยนั้นจึงเป็นเวทีแห่งปัญญาทางสังคม ประธานสภาการหนังสือพิมพ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเรียกร้องว่า ขอไม่ให้หนังสือพิมพ์นั้นถูกกลืนไปในระบบสื่อสารมวลชนเหมือนกับโทรทัศน์และ วิทยุที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (ผมไม่ได้พูดเองนะครับ ผมอ้างมาจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๘) ผมก็ได้แต่อธิษฐาน ว่า เจ้าประคุณขอให้พระสยามเทวาธิราชคุ้มครองท่าน เพราะว่าการที่ท่านจะไม่ถูกกลืนกินนั้น เป็นสิ่งที่ง่ายนักหรือ และ ศรีบูรพา ได้สู้มาแล้ว สู้ด้วยการเอาชีวิตของท่านเองเป็นเดิมพัน แต่ว่าที่ประธานสภาการหนังสือพิมพ์ได้พูดนั้น ท่านรู้ตัวหรือไม่ว่าท่านพูดในฐานะทายาทของศรีบูรพา

อ่านต่อ

แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 08 มิถุนายน 2010 เวลา 11:14 น.)