ข้อสังเกตุ
  • Please check if the attachment directory is writeable.

ความเหมือนที่ต่าง ระหว่าง "เญิ้ตลิญห์" กับ "ศรีบูรพา"

ดร. มนธิรา ราโท

อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันออก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

     ในบทความชิ้นนี้ผู้เขียนมุ่งศึกษาเปรียบเทียบแนวคิดและงานเขียนของ "ศรีบูรพา" (พ.ศ. ๒๔๔๘-๒๕๑๗) และ "เญิ้ตลิญห์" (พ.ศ. ๒๔๔๘-๒๕๐๖) นักเขียนผู้มีชื่อเสียงของไทยและเวียดนาม นักเขียนทั้งสองมีชีวิตและสร้างสรรค์ผลงานเขียนในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน นอกจากเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการของงานเขียนในยุคต้นของวรรณกรรมไทยและเวียดนามแล้ว แนวคิดทางการเมืองและสังคมของพวกเขายังมีอิทธิพลต่อนักเขียนและคนรุ่นหลังอีกด้วย ผู้เขียนหวังว่าการเปรียบเทียบผลงานและแนวคิดของ "ศรีบูรพา" และ "เญิ้ตลิญห์" นี้จะช่วยให้เราเข้าใจพัฒนาการของวรรณกรรมสมัยใหม่ของไทยและเวียดนาม รวมไปถึงบทบาทของนักเขียนและปัญญาชนรุ่นใหม่ในสังคมที่กำลังเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ทั้งนี้เพราะในการศึกษาเปรียบเทียบวรรณกรรมนั้นไม่เพียงศึกษาตัวบทวรรณกรรมสองชิ้นเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการศึกษาและวิเคราะห์บริบทแวดล้อมของงานวรรณกรรมชิ้นนั้นๆ ด้วย ดังเช่นที่นักศึกษาวรรณกรรมชาวตะวันตกผู้หนึ่งได้กล่าวไว้

            Literature as a distinct and integral of thought, a common

        institutional expression of humanity; differentiated, to be sure,

        by the social conditions of the individual, by racial, historical,

        cultural and linguistic influences, opportunities, and restrictions,

        but, irrespective of age or guise, prompted by the common needs

        and aspirations of man, sprung from common faculties, psychological

        and physiological, and obeying common laws of material and

        mode, of the individual and social humanity.๑

 

    ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ เวียดนามได้เกิดกลุ่มตึ-หลึก-วัน-ดวาน (Tu Luc Van Doan)๒ หรือกลุ่มวรรณกรรมอิสระ (Van Doan หมายถึงกลุ่มวรรณกรรม และ Tu Luc หมายถึงไม่จำเป็นต้องพึ่งผู้อื่น) ซึ่งมี "เญิ้ตลิญห์" เป็นผู้ก่อตั้ง กลุ่มวรรณกรรมอิสระเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มนักเขียนในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ (ค.ศ. ๑๙๓๓) ประกอบไปด้วย พี่น้องตระกูลเหงียนเตื่อง เหงียนเตื่องตาม ใช้นามปากกาว่า "เญิ้ตลิญห์" (Nhat Linh)  เหงียนเตื่องลอง ใช้นามปากกาว่า "ฮวางด่าว" (Hoang Dao) และเหงียนเตื่องเลิน ใช้นามปากกาว่า "แถจลาม" (Thach Lam) และเพื่อนสนิทของพวกเขาคือ เจิ่นแขญซือ ใช้นามปากกาว่า "ขายฮึง" (Khai Hung) นอกจากนี้ยังมีนักเขียน กวี และศิลปินคนอื่นๆ เช่น ตู๋เหมอ (Tu Mo) ซวนเซียว (Xuan Dieu) เหงียนสาจี๊ (Nguyen Gia Tri) และเหงียนกั๊ดเตื่อง (Nguyen Cat Tuong) เป็นต้น อาจกล่าวได้ว่านักเขียนกลุ่มตึ-หลึก-วัน-ดวาน เป็นนักเขียนที่มีฐานะดีพอสมควร เพราะมีโรงพิมพ์และวารสารเป็นของตนเอง  พวกเขาเป็นนักเขียนรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก งานเขียนของพวกเขาสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของตะวันตกทั้งรูปแบบการเขียนและ มุมมองทางสังคม ซึ่งนับได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของวรรณกรรมเวียดนามยุคใหม่ โดยที่นักเขียนชนชั้นกลางได้ขึ้นมามีบทบาทในการสร้างสรรค์งานวรรณกรรมแทนชน ชั้นปัญญาชนขงจื้อหรือขุนนางราชสำนักเดิม  งานเขียนของกลุ่มตึ-หลึก-วัน-ดวาน เน้นการสะท้อนปัญหาและความรู้สึกนึกคิดของชนชั้นกลางและปัญญาชนรุ่นใหม่ ใช้ภาษาที่เรียบง่ายซึ่งใช้กันในชีวิตประจำวัน นักวิชาการ หว่างซวนหาน (Hoang Xuan Han) กล่าวถึงความสำคัญของกลุ่มตึ-หลึก-วัน-ดวาน ไว้ว่า "กลุ่มตึ-หลึก-วัน-ดวาน ไม่ใช่กลุ่มวรรณกรรมเพียงกลุ่มเดียวของเวียดนาม แต่เป็นกลุ่มวรรณกรรมที่สำคัญที่สุดและเป็นกลุ่มที่ปฏิรูปวรรณกรรมเวียดนาม ในยุคสมัยใหม่"๓  ประเด็นนี้ทำให้เราเห็นว่ากำเนิดของวรรณกรรมสมัยใหม่ในเวียดนามและไทยนั้น มาจากปัจจัยหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือ วรรณกรรมสมัยใหม่ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับชนชั้นใหม่ในสังคม คือชนชั้นกลางนั่นเอง ดังที่ เอมอร นิรัญราช กล่าวถึงพัฒนาการของนวนิยายไทยในสมัยรัชกาลที่ ๗ ว่า

            นวนิยายไทยที่ประพันธ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๗ มิได้แสดงทัศนะทาง

        สังคมทุกเรื่อง หากแต่ผู้ประพันธ์ได้นำรูปแบบการประพันธ์ที่เกิดขึ้นใหม่นี้

        มาสนองวัตถุประสงค์ในแง่ความเพลิดเพลิน หรือแสดงคติธรรมเกี่ยวกับชีวิต

        และความรัก ซึ่งนวนิยายที่ประพันธ์ขึ้นตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวนี้จะสะท้อน

        ภาพความเป็นอยู่ของสามัญชนและชนชั้นกลาง...อย่างไรก็ตามนวนิยายไทย

        ที่เริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๗ นี้ ก็มีรูปแบบที่ตอบรับต่อการเติบโตของชนชั้น

        กลางทั้งในด้านกลวิธีการประพันธ์และในด้านความคิด๔

 

    วรรณกรรมสมัยใหม่จึงเป็นกระบอกเสียงของชนชั้นกลาง เปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง สะท้อนสังคมที่เปิดกว้างและมีประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งได้อิทธิพลมาจากแนวคิดเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นปัจเจกของตะวันตกนั่นเอง วรรณกรรมจึงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แต่เฉพาะในหมู่ชนชั้นสูงอีกต่อไป บทบาทและความสำคัญของกลุ่มตึ-หลึก-วัน-ดวาน นั้นก็สามารถเทียบได้กับนักเขียนกลุ่มสุภาพบุรุษซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ จากหนังสือของ ประกาศ วัชราภรณ์ ทำให้เราทราบว่าผู้ก่อการของกลุ่มสุภาพบุรุษนั้นมี ๑๐ คน ได้แก่ ๑. กุหลาบ สายประดิษฐ์ ๒. อบ ไชยวสุ ๓. มาลัย ชูพินิจ ๔. ระคน เภกะนันท์ ๕. อุเทน พูลโภคา ๖. โชติ แพร่พันธุ์ ๗. บุญทอง เลขะกุล ๘. สนิท เจริญรัฐ ๙. สุดใจ พฤทธิสาลิกร และ ๑๐. จรัญ วุธาฑิตย์  ต่อมากลุ่มสุภาพบุรุษได้ถ่ายรูปร่วมกันเพื่อเป็นที่ระลึกในวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๓ ในชุดผ้าม่วงกระดุมห้าเม็ด ที่หน้าศาลสถิตยุติธรรม ส่วนวารสารสุภาพบุรุษ ฉบับแรกก็ออกเผยแพร่ในวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๒๕ เสถียร จันทิมาธร แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของกลุ่มสุภาพบุรุษต่อพัฒนาการวรรณกรรมไทยดัง นี้

            ช่วงที่ กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ "ศรีบูรพา" กับเพื่อนหนุ่มสาวของ

        พวกเขาร่วมกันจัดตั้งกลุ่มสุภาพบุรุษขึ้นมาเมื่อปี ๒๔๗๒ นั้น เป็นช่วงที่เบิกบาน

        ที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติวรรณกรรมไทย ในระยะกาลเดียวกันนั้น ม.จ. อากาศ-

        ดำเกิงก็เขียน "ละครแห่งชีวิต" ออกมา และดอกไม้สดก็มีผลงานของเธอ

        ปรากฏทางไทยเขษม รายเดือนแทบไม่ขาดสาย การปรากฏขึ้นมาของนักเขียน

        กลุ่มสุภาพบุรุษที่มี กุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นผู้นำจึงเท่ากับเป็นแรงหนุนให้เกิด

        การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงวรรณกรรมอันเป็นการเปิดยุคนวนิยายสมัยใหม่

        ที่เหออกจากแนวการเล่าเรื่องแบบนิทานด้วยการพยายามสะท้อนชีวิตความ

        เป็นอยู่ของคนเป็นๆ ออกมา๖

    ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ แสดงความเห็นเกี่ยวกับภาพถ่ายหมู่ของคณะสุภาพบุรุษว่าภาพถ่ายดังกล่าวมีความ สัมพันธ์กับกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของนักเขียน ภาพถ่ายนั้นสะท้อนให้เห็นว่า "ในฐานะนักเขียนอาชีพอิสระ ตามคติความเชื่อของกระฎุมพีซึ่งย้อนแย้งกับทัศนคติต่อการประพันธ์และ วรรณกรรมของชนชั้นศักดินา"๗ และคำว่า"สุภาพบุรุษ" นั้นก็มีความหมายต่างไปจากคำว่า "ผู้ดี" ดังเช่นที่ "ศรีบูรพา" ได้อธิบายไว้

            ถ้าจะว่า "สุภาพบุรุษ" มีรูปร่างหน้าตาใกล้เข้าไปกับ "ผู้ดี" ดูจะไม่ค่อย

        มีข้อคัดค้าน แต่ต้องให้เป็น "ผู้ดี" ซึ่งคนในสมัยนี้เข้าใจกัน ถ้าเป็น "ผู้ดี

        เดิรตรอก" อย่างสมัย ๑๐ ปีก่อนลงไป สุภาพบุรุษของเราก็คงไม่มีโอกาสใกล้

        เข้าไปได้อีกตามเคย...หัวใจของ "ความเป็นสุภาพบุรุษ" อยู่ที่การเสียสละ

        เพราะการเสียสละเป็นบ่อเกิดของคุณงามความดีร้อยแปดอย่าง..."ผู้ใดเกิดมา

        เป็นสุภาพบุรุษ ผู้นั้นเกิดมาสำหรับผู้อื่น"๘

    ในขณะเดียวกันที่ประเทศเวียดนาม หนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่จบจากระบบการศึกษาใหม่ที่ฝรั่งเศสได้วางรากฐานไว้ก็เริ่มมีบทบาทแทนที่ปัญญาชนรุ่นเก่า นักเขียนกลุ่มตึ-หลึก-วัน-ดวาน มีเป้าหมายหลักที่จะผลักดันให้ประเทศพัฒนาไปสู่ความเป็นอารยะตามแบบตะวันตก ดังจะเห็นได้จากปณิธานของกลุ่มซึ่งได้ตีพิมพ์ในวารสาร Phong Hoa (วารสารหลักที่เผยแพร่ผลงานของนักเขียนและสมาชิกของกลุ่ม) ฉบับที่ ๘๗ ประจำวันที่ ๒ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๓๓ (พ.ศ. ๒๔๗๖)

            กลุ่มตึ-หลึก-วัน-ดวาน เป็นการรวมตัวกันของเหล่าสหายทางวรรณ-

        กรรม ทุกคนมีความผูกพันกันทางใจเพราะต่างก็มีอุดมการณ์ร่วมกัน ทุกคน

        พยายามอย่างเต็มที่ที่จะได้มาซึ่งความก้าวหน้าทางวรรณกรรม

 

    และแนวปฏิบัติของสมาชิกในกลุ่ม ๑๐ ประการ ดังนี้

    ๑. ผลิตผลงานทางวรรณกรรมที่มีคุณค่า ไม่ใช่แปลงานจากต่างประเทศ (เว้นแต่เป็นงานที่มีคุณค่าทางวรรณศิลป์)

    ๒. เขียนหนังสือหรือแปลหนังสือที่มีเนื้อหาทางด้านสังคม ตั้งใจทำให้ประชาชนและสังคมดีขึ้น

    ๓. ผลิตหนังสือที่เน้นความคิดประชาชนนิยมและสนับสนุนให้คนอื่นๆ ชื่นชอบในแนวคิดประชาชนนิยม (chu nghia binh dan)

    ๔. ใช้ภาษาที่ง่ายต่อการเข้าใจ พยายามไม่ใช้ภาษาฮั่น๙ สร้างวรรณกรรมที่มีลักษณะความเป็นอันนาม๑๐ แท้ๆ

    ๕. ต้องเน้นความทันสมัย และสนุกสนานกับชีวิต รวมทั้งต้องพยายามและเชื่อในการพัฒนาไปสู่ความก้าวหน้า

    ๖. สรรเสริญเอกลักษณ์และความงามของประเทศ ให้ความสำคัญกับประชาชน พยายามส่งเสริมความรักชาติและประชาชน แต่ไม่ลำพองใจ

    ๗. เคารพในสิทธิส่วนบุคคล

    ๘. ชี้ให้ผู้อ่านเห็นว่าลัทธิขงจื้อไม่เหมาะกับสภาวการณ์ของประเทศอีกต่อไป

    ๙. นำความรู้และวิทยาการต่างๆ ของตะวันตกมาประยุกต์กับวรรณกรรมเวียดนาม

    ๑๐. ในบรรดาหลักการทั้งเก้าข้อนี้ สามารถละเว้นได้ถ้าขัดกับข้ออื่นๆ๑๑

    ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือความคิดเรื่องการเป็นนักเขียนอาชีพของ นักเขียนทั้งสองกลุ่มซึ่ง ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ เสนอว่าเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสังคมจากระบบศักดินามาสู่ระบบทุนนิยม๑๒ ระบบทุนนิยมได้เริ่มเข้าสู่ประเทศเวียดนามโดยผ่านนโยบายทางด้านเศรษฐกิจใน ประเทศอาณานิคมของรัฐบาลฝรั่งเศส สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับระบบทุนนิยมนั้นคือชนชั้นกลางขึ้นมามีบทบาททางด้าน เศรษฐกิจและสังคมแทนชนชั้นปกครองเดิมคือกษัตริย์และขุนนาง การสร้างสรรค์งานวรรณกรรมซึ่งเดิมเคยเป็นกิจกรรมที่ผูกขาดโดยปัญญาชนในราช สำนักได้เปลี่ยนมือมายังชนชั้นกลาง และมิได้รับใช้ราชสำนักอีกต่อไป แต่เป็นสินค้าบริโภคสำหรับชนชั้นใหม่ที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตกและทำงาน กับหน่วยงานของรัฐบาลอาณานิคมหรือบริษัทต่างๆ  นอกจากนี้อาชีพนักเขียนจัดว่าเป็นทางออกที่ดีสำหรับปัญญาชนรุ่นใหม่ของ เวียดนามที่ไม่อยากทำงานรับใช้รัฐบาลอาณานิคม๑๓

แนวคิดทางการเมืองและสังคมในงานเขียนของ "ศรีบูรพา" และ "เญิ้ตลิญห์"

นอกจากเกิดในยุคสมัยเดียวกันแล้ว นักเขียนทั้งสองมีภูมิหลังในวัยเยาว์ที่คล้ายคลึงกันหลายประการ เช่น ต่างก็กำพร้าพ่อและมีวัยเด็กที่ลำบาก สำหรับ "ศรีบูรพา" นั้นสูญเสียบิดาเมื่ออายุเพียง ๖ ขวบ มารดาเปิดร้านเย็บผ้า และพี่สาวเล่นละครรำและละครพูด ส่วน "เญิ้ตลิญห์" นั้นเกิดในครอบครัวข้าราชการ บิดาเป็นนายอำเภอ แต่บิดาเสียชีวิตตั้งแต่ "เญิ้ตลิญห์" ยังเด็ก มารดาหาเลี้ยงครอบครัวแต่ลำพัง และมีพี่น้องหลายคน  อาจจะเป็นด้วยเหตุนี้ที่ทำให้ทั้ง "ศรีบูรพา" และ "เญิ้ตลิญห์" มีความเห็นอกเห็นใจผู้คนที่ยากไร้ดังปรากฏในงานเขียนของพวกเขาเสมอ ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งสองคนยังมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมที่ช่วยเหลือคนยากจนด้วย เช่น ในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๙๔-๒๔๙๕ "ศรีบูรพา" ร่วมกับเพื่อนนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ และนักศึกษา นำผ้าห่มกันหนาวและยารักษาโรคไปแจกจ่ายแก่ชาวนาในภาคอีสาน๑๔ "เญิ้ตลิญห์" และนักเขียนกลุ่มตึ-หลึก-วัน-ดวาน ได้ร่วมมือกันก่อตั้งมูลนิธิ "แสงสว่าง" (Hoi Anh Sang) เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคมพ.ศ. ๒๔๘๐ เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านแถบชนบทที่ทุรกันดารโดยการช่วยสร้างที่อยู่อาศัยและให้ความรู้ด้านสุขอนามัย

อ่านต่อ

แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 08 มิถุนายน 2010 เวลา 11:13 น.)