ข้อสังเกตุ
  • Please check if the attachment directory is writeable.

พิจารณาการชะงักงันของความรัก

 

วิภาพ คัญทัพ

พิจารณาการชะงักงันของความรักในนวนิยายเรื่องข้างหลังภาพ และลูกผู้ชาย ของ "ศรีบูรพา"

     หากจะกล่าวถึงความเป็นที่รู้จักของนวนิยายเรื่องข้างหลังภาพ  (พ.ศ. ๒๔๘๐) และลูกผู้ชาย(พ.ศ. ๒๔๗๑) ของ "ศรีบูรพา"  ข้างหลังภาพดูเป็นเรื่องที่มีภาษีดีกว่าสักหน่อย ตรงที่เคยเป็นภาพยนตร์ร่วมสมัยอยู่หลายครั้ง  ดังนั้นตัวละครเอกฝ่ายหญิงของเรื่องคือ "ม.ร.ว. กีรติ" จึงเป็นที่รู้จัก กระทั่งมีเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อ "กีรติ" ในขณะที่ "มาโนช" ซึ่งเป็นตัวละครเอกฝ่ายชายของเรื่องลูกผู้ชาย เป็นที่รู้จักน้อยกว่ามาก  ยิ่งพูดถึงแก่นเรื่องก็ดูจะห่างไกลความสนใจทั่วไป  แต่เป็นที่รู้จักและประทับใจในหมู่นักอ่านที่นิยมสัมผัสความเป็นมนุษย์

                ในที่นี้จึงจะเพ่งเล็งพิจารณาตัวละครเอกสองตัวจากนวนิยายสองเรื่องดังกล่าว ตัวหนึ่งเป็นตัวละครฝ่ายหญิง อีกตัวหนึ่งเป็นตัวละครฝ่ายชาย เป็นการพิจารณาในแง่ของความเป็นมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์รักในบทบาทของหญิงชายที่ถูกกำหนดด้วยสถานะทางเพศและสถานะทางสังคม  ซึ่งวิถีสังคมกำหนดกรอบในการดำเนินชีวิตไว้แตกต่างกัน และ "ศรีบูรพา" ได้สะท้อนถ่ายทอดในหลายมุมมองที่น่าสนใจ  ทั้งนี้เพื่อแสวงหาคุณธรรมในความรักโดยสรุปผลจากกรณีศึกษาบทบาทของตัวละครที่ "ศรีบูรพา" ได้บรรจงวาดไว้

ข้างหลังภาพ : สุภาพสตรีสูงศักดิ์ผู้งามพร้อม

ในเรื่องข้างหลังภาพ ผู้อ่านมองภาพคุณหญิงกีรติผ่านสายตาของนพพรที่เฝ้าสังเกตคุณหญิงกีรติอย่างชื่นชม นับแต่ครั้งแรกที่เขาได้เห็นความงามของคุณหญิงกีรติเมื่อไปต้อนรับที่สถานีรถไฟ

                ...แลดูเป็นสาว และเต็มไปด้วยความเปล่งปลั่ง แต่งกายงดงามมีสง่า  แม้เพียงชั่วการชำเลืองเห็นเป็นครั้งแรก

                ส่วนภายในจิตใจคุณหญิงกีรติเป็นอย่างไรนั้น นพพรรับรู้จากข้อความในจดหมายของเจ้าคุณอธิการบดีผู้สามีว่า

                ...กีรติเป็นคนที่ค่อนข้างเงียบอยู่สักหน่อยสำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกัน แต่เป็นคนใจคอโอบอ้อมอารี ไม่ต้องสงสัย...

                ต่อมาเมื่อได้ใกล้ชิดกัน ในฐานะผู้นำเที่ยวของคุณหญิงในเวลาที่เจ้าคุณมีกิจกับมิตรสหายในประเทศญี่ปุ่น นพพรได้สังเกตเห็นกิริยาท่าทีของคุณหญิง พร้อมกับแนวคิดและรสนิยมอันมีลักษณะเฉพาะตัวที่น่าสนใจ

                ...ในเวลาที่เธอได้รับความเบิกบานใจในการสนทนากับข้าพเจ้าสองต่อสอง เธอเคยเปล่งหัวเราะเต็มที่ เสียงหัวเราะของเธอเต็มไปด้วยชีวิตและความบริสุทธิ์ของเด็ก

                สุภาพสตรีผู้งดงามกับกิริยาอ่อนหวานและการวางตัวเป็นผู้ดีสมชาติตระกูล คือภาพคุณหญิงกีรติที่ผู้อ่านได้รับผ่านสายตานพพร เป็นภาพอันชวนชื่นใจ แม้จะเป็นหญิงสูงวัยถึง ๓๕ ปีในตอนต้นเรื่อง และ ๔๐ ปีเศษในตอนท้าย  หากแต่จะมีการขยายความว่าคงความสวยงามและความอ่อนเยาว์ไว้ได้ดีเป็นพิเศษเสมอ

                ...เป็นเวลานานไม่ต่ำกว่าชั่วโมง ข้าพเจ้าได้สังเกตเห็นว่าวัย ๔๐ ปีของหม่อมราชวงศ์กีรติได้ปรากฏออกให้เห็นเล็กน้อย จากริ้วรอยบางแห่งตามพื้นผิวอันงามของเธอ แต่ในส่วนกิริยาการและการพูดจาพาทีนั้น เธอมิได้เปลี่ยนแปลงไปจากหม่อมราชวงศ์กีรติคนเดิมเลย แช่มช้อยและหวานอย่างไรก็อย่างนั้น...

                แต่ในทัศนะของคุณหญิงนั้นมองเรื่องความงามของสตรีในสังคมไทยว่า

                "ยิ่งกว่านั้น บางทีคุณความดีของสตรีก็ถูกมองข้ามเลยไป ถ้ามิได้อาศัยอยู่ในความงาม"

                คุณหญิงโชคดีที่ได้เป็นคนดีในร่างงาม จึงได้รับความสนใจ หากแต่ว่ามีชีวิตที่น่าสงสารเพราะดิ้นรนอยู่ในกรอบแห่งความดีตามการเรียกร้องของสังคม ทั้งที่โดยความคิดเป็นอิสระ  น้ำเสียงของคุณหญิงที่มีต่อทัศนคติของผู้คนในสังคมนั้น จึงเป็นน้ำเสียงที่ไม่ชื่นชมศรัทธา

                "...เป็นการถูกต้องหรือที่เราจะปกป้องกำบังความเป็นสาวสดชื่นของเราไว้เสียจากนัยน์ตาของคนภายนอก? ชีวิตได้กำไรที่ตรงไหนเล่า ในการกระทำเช่นนั้น? เป็นการฉลาดหรือที่ไม่เปิดเผยวัยงามที่สุดของเรา  ฉันไม่ใคร่ได้คิดอะไรในเวลานั้น เพราะว่าเราไม่ได้ถูกอบรมให้เป็นคนช่างคิด เรามีทางที่เขากำหนดไว้ให้เดิน เราต้องเดินอยู่บนทางแคบๆ ตามจารีตประเพณีขนบธรรมเนียม"

ม.ร.ว. กีรติ : "คนนอก" ทางความคิด

คุณหญิงกีรติเป็นคนงามที่ยึดมั่นในความดี ขณะเดียวกันก็ต้องสู้กับความคิดของตัวเองที่คอยคัดง้างกับสังคมอยู่ร่ำไป โดยเฉพาะเมื่อมีนพพรมาเป็นโจทย์ใหญ่ในชีวิต

                ความสมบูรณ์พร้อมทั้งฐานะ ร่างกาย และจิตใจอันบริสุทธ์นั้น  ชวนให้ผู้อ่านรู้สึกสงสารหนัก เมื่อพบว่าคุณหญิงมีความเป็นตัวของตัวเองเพียงแค่ในโลกของความคิด

                ที่ดูเป็นคนกล้าคิดกล้ารู้สึกเยี่ยงศิลปิน การแสดงออกของคุณหญิงกลับเป็นไปตามขนบธรรมเนียมของสังคม ทำให้เด็กหนุ่มที่ผ่านโลกในความจริงมาเพียง ๒๐ ปีเศษอย่างนพพร ยากที่จะเข้าใจความคิดกับการแสดงออกที่ขัดแย้งกันนั้น และท้ายที่สุดเขาก็เลือกที่จะเข้าใจเฉพาะสิ่งที่เป็นหน้าที่หรือเรื่องเฉพาะหน้าของเขา

                นพพรจึงเป็นเพียงตัวละครคู่กรณีของคุณหญิง ที่อยู่กับอารมณ์พาฝันไม่นานนัก อาจฟุ้งซ่านอยู่ชั่วระยะหนึ่งตามจังหวะของอารมณ์คนหนุ่ม แล้วก็กลับมาเข้าที่อยู่ในโลกของความเป็นจริงได้ในเวลาอันรวดเร็ว

                โดยเขามีข้อสรุปชัดเจน และกล่าวกับคุณหญิงกีรติว่า

                "...ความรักให้ความชุ่มชื่นในเบื้องต้น แต่ได้จบลงด้วยทุกข์ทรมานอย่างแสนร้ายกาจ ผมได้คิดในตอนหลังว่า ผมได้ปล่อยตัวให้เตลิดเพริดไปอย่างไม่สมควรยิ่ง ผมควรจะรักและนับถือคุณหญิงดุจพี่สาวของผม"

                กล่าวได้ว่าความอ้อมค้อมระวังตนของคุณหญิงในทางสังคมทำให้ไม่เกิดความประจวบเหมาะกับอารมณ์รัก ทั้งที่คุณหญิงเริ่มรักนพพรพร้อมๆ กับที่นพพรรัก เมื่อนพพรสารภาพว่าความรักของเขาเกิดที่มิตาเกะ

                คุณหญิงแย้งว่า

                "ความรักของเรา นพพร"

                คุณหญิงทราบดีในความรักที่นพพรมีต่อเธอ เนื่องเพราะการสื่อความหมายชัดเจนของนพพร หากแต่คุณหญิงเลือกที่จะแสดงออกอย่างผู้ดี นั่นคือจำกัดขอบเขตของตัวเองไว้ และสื่อความอย่างซ่อนเร้นภายใต้ภาษาท่าทางและคำพูด ทั้งนี้เพราะคุณหญิงอยู่ในฐานะของผู้มีสามีแล้ว

                อยู่อย่างหมดหวังกับเสรีภาพของตัวเองโดยสิ้นเชิง

                สำหรับข้างหลังภาพ  "ศรีบูรพา" ได้เลือกเสนอภาพลักษณ์ของสุภาพสตรีในสังคมชั้นสูงที่มีความสมบูรณ์พร้อมทางกาย แต่มีเงื่อนไขทางสังคมหลายประการ เช่น ความเป็นผู้หญิง ความมีชาติตระกูล ความรักและการครองเรือนกำหนดให้ไม่สามารถวางตัวและแสดงออกได้อย่างอิสระ ยังผลให้จังหวะชีวิตผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป ที่ควรจะได้พบกับความรักและคนรักมาตั้งแต่ในวัยสาว กลับปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาจนต้องยอมแต่งงานกับคนชรารุ่นพ่อ

                แม้คุณหญิงมีอิสระเมื่อสามีตาย ก็เป็นจังหวะที่นพพรกำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน  การไม่สามารถทำใจไปร่วมงานแต่งงานของนพพรได้ ทำให้คุณหญิงกลายเป็นคนนอกสังคมซ้ำแล้วซ้ำอีก ในขณะที่นพพรเป็นคนดีของสังคม

                ความเป็นคนดีของนพพรนั้นเข้าใจได้ง่าย คือ ลูกที่ดีของพ่อแม่ ศิษย์ที่ดีของสถาบัน หรือนักทำงานที่ดีขององค์กร  แต่ความเป็นคนนอกสังคมของคุณหญิงดูเป็นเรื่องประหลาดซับซ้อนและยุ่งยากที่ต้องการคำอธิบาย

บนยอดเขาแห่งอิสรภาพ

ด้วยเหตุที่เป็นลูกผู้หญิง คุณหญิงจึงมีกรอบกำหนดให้เดินไป ในขณะที่หัวใจนั้นเป็นอิสระเกินและไกลไปจากกรอบที่กำหนด  ในวัยสาวดูเหมือนความสวยงามของคุณหญิงทำให้ยิ่งต้องระมัดระวังและวางตัวอยู่ในกรอบ เป็นพี่สาวคนโตของบ้านที่น้องสาวได้พบกับความรักและแต่งงานไปก่อนหน้า

                "...ฉันเป็นคนโชคดีที่เกิดมาสวย แต่ฉันเป็นคนโชคร้ายที่เกิดมาไร้ความรัก และก็อาจเป็นเพราะความสวยนั่นเองที่ฉันได้ถูกปกป้องกีดกัน จากการติดต่อกับโลกภายนอกยิ่งกว่าน้องๆ..."

                การแต่งงานจึงเป็นพิษหนักของคุณหญิง ทั้งการแต่งงานของคนอื่นและการแต่งงานของตนเอง  ในการแต่งงานกับเจ้าคุณอธิการบดีนั้นคุณหญิงจำต้องน้อมปฏิบัติเพื่อสนองคุณบิดา  การไม่ได้เลือกวิถีชีวิตด้วยตนเอง ทำให้เสียใจหนักหนาสาหัส

                "...ทรงขอร้องให้ฉันรับรองการแต่งงานกับเจ้าคุณ ฉันถึงแก่น้ำตาตก ฉันร้องไห้ด้วยความตกใจและด้วยความรู้สึกอย่างอื่นอีกหลายอย่าง..."

                การก้าวเข้าไปในชีวิตแต่งงานของคุณหญิงกีรติเป็นเหตุผลแบบคนนอกสังคม เพราะไม่ได้แต่งงานด้วยความรักหรือความพอใจในเกียรติยศฐานะที่เหมาะสม หรือแม้แต่ด้วยใจศิโรราบต่อประเพณีคลุมถุงชน  หากแต่การแต่งงานของคุณหญิงคือการปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสรภาพจากบ้านใหญ่หลังหนึ่งไปสู่บ้านใหญ่อีกหลังหนึ่ง โดยชัดเจนว่าสังคมครอบครัวบีบคั้นความเป็นตัวของตัวเองของคุณหญิงให้เล็กลงไปจนเกือบดับสิ้น

                ถ้าหากไม่มีนพพรมาช่วยปลุกวิญญาณอิสระให้เติบโตขึ้นอีกครั้ง

                ที่มิตาเกะ คุณหญิงจึงพูดอะไรเป็นสัญลักษณ์แทนชีวิตตัวเอง อันดำเนินเรื่อยมาภายใต้เงื่อนไขของสังคมที่ไม่เปิดโอกาสให้หญิงสูงศักดิ์ สามารถทำอะไรตามอำเภอใจ

                "นพพร, ถ้าเราทั้งสองจะดำรงชีวิตอยู่แต่บนยอดเขามิตาเกะนี้ตลอดไปจนชั่วชีวิตหาไม่ คำพูดของเธอก็เป็นการถูกต้องทุกอย่าง แต่ความจริงอีกประเดี๋ยวเราก็จะลงไปจากภูเขาลูกนี้ ไปเผชิญหน้ากับฝูงชน..."

                การแต่งงานของนพพรแสดงพิษหนักอีกระลอกหนึ่ง ทำให้คุณหญิงถึงกับล้มป่วย ไม่อาจทรงกายไปอวยพรให้นพพรได้ในฐานะมิตร และเพราะคุณหญิงเป็นผู้มีอุดมคติในการแต่งงาน จึงแสดงความแปลกใจที่นพพรให้คำตอบเมื่อจะแต่งงานว่า เขาเป็นผู้ไม่มีอุดมคติในการแต่งงาน

                คุณหญิงตกตะลึงถึงกับรำพึงถามนพพรว่า

                "ผู้ชายทุกคนเป็นอย่างเธอหรือนพพร?"

            คุณหญิงจากโลกนี้ไปด้วยโรคร้ายที่เข้ามากัดกร่อนร่างอันโสภา ร่างอันโสภาของคุณหญิงจึงเป็นเสมือนตัวแทนของสุภาพสตรี ผู้ถูกลิขิตชีวิตด้วยค่านิยม ขนบและประเพณีของสังคม

อ่านต่อ

แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 08 มิถุนายน 2010 เวลา 11:13 น.)