ข้อสังเกตุ
  • Please check if the attachment directory is writeable.

ความรักของ "ศรีบูรพา"

 

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

            "ความรักของผู้หญิงไม่ใช่สิ่งที่เกิดในฟากฟ้า ความรักโดยมากก็เหมือนกับสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายเกิด แก่ และตาย"
                แสนรักแสนแค้น ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๓

            "สิ่งที่เรียกว่าความรักระหว่างชายกับหญิงนั้น ถ้ามี ก็เป็นแต่ความรัก
        ในวงแคบๆ นิดเดียว แนนซีได้มาสอนฉันให้รู้จักความรักที่แผ่กว้างออกไป
        ในชุมนุมมนุษย์ ความรักที่พึงให้แก่มนุษย์ผู้เกิดมาอาภัพ ยากจนข้นแค้น"
                    จนกว่าเราจะพบกันอีก พ.ศ. ๒๔๙๓

            "...เราทั้งสองจะต้องจากกันในไม่ช้า และต่างก็จะไปติดต่อสมาคม
        กับคนทั้งหลายที่เคร่งครัดในเหตุผลและศีลธรรมจรรยา...เธอเชื่อหรือว่า
        สมาคมมนุษย์จะรับรองกฎธรรมชาติที่เธอยกขึ้นกล่าวแก้ นพพร โปรดเชื่อฉัน
        เธอต้องเพียรเผชิญกับของจริง ของจริงเท่านั้นที่เป็นคำพิพากษาโชคชะตาใน
        ชีวิตของเรา กฎเกณฑ์และอุดมทัศนีย์อาจงามกว่า แต่ก็มักจะไร้ค่าในทาง
        ปฏิบัติ"

                    ข้างหลังภาพ พ.ศ. ๒๔๘๐

๑. "มนุษยภาพ" กับความรัก
"ศรีบูรพา" หรือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นคนกรุงเทพฯ เกิดวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๔๔๘ ตรงกับปีมะโรงในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ บิดาเป็นเสมียนเอกกรมรถไฟ มารดาชื่อสมบุญ เป็นคนสุพรรณบุรี ครอบครัวฝ่ายบิดาเป็นชาวกรุงเทพฯ มีอาชีพเป็นหมอยารักษาตา มีบ้านอยู่ใกล้วัดหัวลำโพง กุหลาบมีพี่สาวคนเดียว แต่งงานกับ ชนิด ปริญชาญกล อาชีพครูและแปลหนังสือนามปากกาว่า "จูเลียต" มีบุตรสองคน กุหลาบถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๗ ณ นครปักกิ่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สิริอายุได้ ๖๙ ปี

บท ความนี้ต้องการศึกษาความคิดทางการเมืองและสังคมหรือโลกทัศน์ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ โดยผ่านงานเขียนจำนวนหนึ่ง ที่ผ่านมาการวิเคราะห์วิจารณ์วรรณกรรมของกุหลาบพิจารณาผ่านหรือจากกรอบโครง ของทฤษฎีการเมืองสังคมนิยมเป็นหลัก ทัศนะของเขาจึงถูกชี้นำและวัดด้วยไม้บรรทัดของทฤษฎีการเมือง แทนที่จะศึกษาและอ่านข้อเขียนทั้งหมดของเขาอย่างจริงจัง และวิเคราะห์จากงานและพัฒนาการในความคิดของเขาออกไปสู่โลกภววิสัยอย่างวิภาษ วิธี

เรามาเริ่มที่การศึกษา กุหลาบผ่านโรงเรียนวัดจากประถมถึงมัธยม คือเริ่มที่วัดหัวลำโพงมาจบมัธยม ๘ ที่วัดเทพศิรินทร์ ต่อมาสอบได้ธรรมศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง กุหลาบมีแววเป็นนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์มาแต่สมัยเป็นนักเรียน ได้ออกหนังสือประจำห้องเรียน โดยเขียนบทกวีและเรื่องอ่านเล่นตลกๆ

จาก นั้นเริ่มเขียนบทความให้หนังสือพิมพ์ ด้วยความชอบในการเขียนจึงไปเรียนพิเศษที่สำนักรวมการแปล พร้อมกับเพื่อนร่วมโรงเรียน ที่นี่พวกเขาได้รับนามปากกาที่ขึ้นต้นว่า "ศรี" คือกุหลาบเป็น "ศรีบูรพา" ชะเอม อันตรเสน เป็น "ศรีเสนันตร์" และ สนิท เจริญรัฐ เป็น "ศรีสุรินทร์" การเขียนเรื่องและบทกวีในระยะนั้นกุหลาบบันทึกว่า "เป็นการเขียนเพื่อเกียรติยศและเพื่อบันเทิงใจมิใช่เพื่อวิชาชีพ"

แต่ หลังจากจบการศึกษามัธยม ๘ เส้นทางชีวิตและการงานของกุหลาบก็ค่อยเหเข้าสู่ถนนการประพันธ์ เขาเคยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ คิดจะรับราชการ แต่ถูกกีดกันจึงล้มเลิกความคิดนั้นเสียสิ้น ความถนัด ความสามารถบวกกับวิญญาณของคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่กำลังเติบใหญ่และเข้มแข็ง ทำให้อาชีพและการงานอื่นๆ ดูจะไม่ต้องโฉลกกับตัวเขายิ่งไปกว่างานการเขียน ซึ่งเขากล่าวต่อมาในภายหลังว่า ต่างอย่างสำคัญจากผลงานอื่นๆ  ในข้อที่ว่ามันอาจทำให้คนที่เสพนั้นเป็นคนดีหรือเลวได้

กุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นผู้หนึ่งซึ่งร่วมก่อตั้งและผลักดันการหนังสือพิมพ์ในประเทศนี้ให้ก้าว รุดหน้าและมีศักดิ์ศรีของความเป็นฐานันดรที่สี่  จากสุภาพบุรุษ รายสัปดาห์ ถึงบางกอกการเมือง ไทยใหม่ ผู้นำ ศรีกรุง อันเป็นระยะที่ประเทศยังปกครองภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นบรรณาธิการประชาชาติ ประชามิตร สุภาพบุรุษ ในยุคประชาธิปไตย กุหลาบได้นำเสนอข้อคิดใหม่ๆ ที่สำคัญแหลมคมและวิพากษ์อย่างยิ่งออกมาโดยปราศจากความกลัวหรืออคติและความ อิจฉาแต่ประการใด เป้าหมายการเขียนของเขาคือ "เพื่อปรับฐานะของมนุษย์ให้ได้ระดับอันที่ทุกคนควรจะเป็นได้" ("มนุษยภาพ" ๒๔๗๔)  เขาจึงไม่ลังเลที่จะพุ่งคมปากกาไปยังชนชั้นปกครองและผู้มีอำนาจทั้งหลาย แน่นอนด้วยวิธีการเขียนที่เป็น "สุภาพบุรุษ" ด้วยภาษาและท่าทีความคิดของผู้มีปัญญาหรือมีอารยธรรม อันชนชั้นสูงเทิดทูนยกย่องกันอย่างอึงคะนึง หากแต่กุหลาบได้แตะต้องหัวใจอันสำคัญยิ่งของสังคมไทยเก่า ด้วยการใช้อารยธรรมและปัญญานั้นอย่างเสมอ าคเท่าเทียมกันกับบรรดาชนชั้นสูง แทนที่จะใช้มันอย่างคนชั้นต่ำหรือไพร่ คือเพื่อการประจบสอพลออำนาจและหลอกลวงคนอื่นไปวันๆ บทความที่เป็นตัวแทนของกุหลาบในช่วงสุดท้ายก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือเรื่อง "มนุษยภาพ" (ต้นฉบับสมบูรณ์ตีพิมพ์ในวารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ ๑๙ : ๑ ม.ค.-เม.ย. ๒๕๓๖ หน้า ๗-๑๗)

แนว คิดสำคัญซึ่งผมคิดว่าก่อรูปเป็นพื้นฐานและแกนของความคิดทางการเมืองและสังคม ของกุหลาบ ทั้งในระยะดังกล่าวและกระทั่งต่อมา คือความเชื่อและปรารถนาที่จะเห็นมนุษย์ทั้งปวงเสมอภาคเท่าเทียมกันในความ เป็นมนุษยชน หรือคือเห็นคนเป็นคนนั่นเอง การที่จะมีทัศนะดังกล่าวนี้ได้ ก่อนอื่นเราก็ต้องบูชานับถือ "พระเจ้า" หรือสิ่งสูงสุดร่วมกันเสียก่อน ไม่เช่นนั้นก็จะพูดกันไม่เข้าใจ สิ่งสูงสุดที่กุหลาบเสนอได้แก่ "ความจริง" นี่คือสิ่งที่ใหญ่ยิ่งที่สุด ไม่ใช่กษัตริย์ ขุนนางผู้มีอำนาจ หรือพ่อค้าคหบดีใดๆ  นี่คือสิ่งที่ทุกคนในสังคมจักต้องก้มหัวให้ เมื่อทุกคนยอมรับความจริงแล้ว การมองเห็นคนและ "ความเป็นคน" ทั้งในตัวเราเองและในคนอื่นๆ ก็จะบังเกิดขึ้นมาได้ เมื่อเรายอมรับความจริง ก็ย่อมมองเห็นได้ไม่ยากว่า สังคมที่เป็นอยู่นี้ ได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจอันไม่ชอบธรรม คืออำนาจของชนชั้นสูงกับเงิน กุหลาบไม่ได้คัดค้านปฏิเสธ

อำนาจในสังคมและการเมืองอย่างเดียว หากแต่พิจารณาว่าอำนาจเป็นปัจจัยที่นำมาสู่ความ

นิยมหรือการกระทำของคนในสังคม ยากที่จะปฏิเสธมันได้ หากแต่ปัจจัยที่ปรุงแต่งอำนาจ

และคนในอำนาจนั้นๆ ต่างหากที่เป็นสิ่งชักจูงและกระทำให้อำนาจและคนเสื่อมทรามไป

ที่ สำคัญการที่อำนาจผันแปรและเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดีได้นั้น มาจากการที่ผู้มีอำนาจไม่กล้าสู้หน้าความจริง ไม่ยอมรับความจริง หากแต่พยายามโกหกและยุแยกบั่นทอน

คนชั้นล่างๆ ไม่ให้รู้จักความจริง การกระทำดังกล่าวจึงยิ่งนำไปสู่ความขัดแย้งแตกแยก

กัน หนักยิ่งขึ้น สงครามที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มาจากอะไรอื่นยิ่งไปกว่าการไม่สู้หน้าความจริง ของผู้นำในอำนาจเหล่านั้นนั่นเอง ทางออกของมนุษยชาติตามที่กุหลาบเสนอก็คือ ผู้มี

อำนาจต้องหันมายอมรับความจริง การยอมรับความจริงเท่านั้นที่จะนำมาซึ่งความสงบ

ให้กับสังคม เขาจึงกล่าวว่าความจริงกับความสงบนั้นเป็นของคู่กัน

กุหลาบ ต้องต่อสู้และวิพากษ์วิจารณ์สิ่งปรุงแต่งของอำนาจในระบอบและสังคมมาโดยตลอด ต่อสู้เพื่อทำให้ความจริงปรากฏ เพื่อให้สังคมบรรลุถึงซึ่งความสงบ หากมองจากแง่มุมนี้ งานเขียนต่างๆ ไม่ว่านวนิยาย เรื่องสั้น และบทความ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๑ คือเรื่องลูกผู้ชาย มาถึงแลไปข้างหน้า ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ก็กล่าวได้ว่าดำเนินไปบนความคิดและโลกทัศน์อันเดียวกันของมนุษยภาพทั้งสิ้น ข้อที่นักวิจารณ์รุ่นหลังๆ กล่าวว่า

งาน เขียนโดยเฉพาะนวนิยายและเรื่องสั้นของกุหลาบนั้น มีพัฒนาการที่เริ่มต้นจากทัศนะแบบโรแมนติก (ของชนชั้นนายทุนน้อย) ค่อยๆ ก้าวเขยิบขึ้นสู่ทัศนะก้าวหน้าแบบสัจจะสังคมนิยม จึงเป็นการ "ตัดตีนให้เข้ากับเกือก" เพราะไม่ช่วยให้นักศึกษาได้เห็นและตระหนักถึงความคิดและพัฒนาการทาง ภูมิปัญญาของกุหลาบอย่างลึกซึ้งได้ หากแต่เป็น

การ วิเคราะห์แบบตายตัวตามสูตรพัฒนาการตามลำดับขั้น ซึ่งนำมาจากกรอบวิธีการศึกษาว่าด้วยประวัติศาสตร์วัตถุนิยมของชาวลัทธิมาร์ก ซิสม์ (ซึ่งมาร์กซปฏิเสธ) ตรงกันข้ามหาก

กุหลาบทำตัวเป็นนักลัทธิมาร์กซิสม์ดังที่เป็นกันอยู่ เขาอาจจะไม่ต้องไปตายยังต่างแดน

ไม่ต้องถูกจับกุมคุมขังหลายครั้งหลายหน เพราะเขาจะสามารถทำตัวเป็น "สิ่งปรุงแต่ง"

ให้ อำนาจที่เป็นอยู่ได้ไม่ยากเย็นอะไรเลย ด้วยคุณสมบัติและความสามารถทั้งสติปัญญาและความประพฤติที่อ่อนน้อมถ่อมตน กับฐานะชื่อเสียงในวงการหนังสือพิมพ์ เขาได้รับการ

ทาบทามอยู่เนืองๆ จากผู้มีอำนาจ เช่น ก่อนปฏิวัติ พ.ศ. ๒๔๗๕ ในหลวงรัชกาลที่ ๗

ได้ มีพระราชประสงค์ให้กุหลาบมาถวายคำปรึกษาการทำหนังสือพิมพ์ หากแต่เกิดการยึดอำนาจกันเสียก่อนวันนัดพบเพียง ๓ วัน สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม หลังจาก

ที่ "ศรีบูรพา" เขียนบทความคัดค้านลัทธิเชื่อผู้นำชาติพ้นภัย เขาถูกจับ และจอมพล ป.

เขียนจดหมายสองฉบับถึงกุหลาบเพื่อให้มาพูดคุยทำความเข้าใจกัน

การเสนอว่ากุหลาบมีแนวความคิดทางการเมืองและสังคมแบบ "มนุษยภาพ"

ชุด เดียวกันมาโดยตลอดนั้น ไม่ได้หมายความว่างานทุกชิ้นจะมีคุณภาพและเนื้อหารวมทั้งความคิดปรัชญาเดียว กันมาตลอดในชีวิตการประพันธ์ ๒๗ ปี นวนิยายของ "ศรีบูรพา"

มีความแตกต่างกันอย่างแน่นอน ทั้งในเรื่องของท่วงทำนอง ภาษา กลวิธีในการเขียน จนถึง

เนื้อหาความคิด แต่ทั้งหมดวางอยู่บนปรัชญามนุษยภาพดังกล่าว ความแตกต่างสำคัญ

ก่อตัวขึ้นมาจากจุดหมายของสังคมในแต่ละช่วงที่เปลี่ยนแปลงไป และจากพัฒนาการ

ในตัวของกุหลาบเองด้วย ซึ่งปัจจัยหลังนี้น่าจะมีน้ำหนักมาก ดังจะสังเกตได้ไม่ยากว่า

กุหลาบ ให้ความสำคัญกับการศึกษาในรูปแบบต่างๆ อย่างสูงยิ่ง การเรียนรู้เพื่อเข้าถึงความจริงและทำความจริงให้ปรากฏ เป็นเสมือนคบเพลิงที่สุกสว่างและให้ความอบอุ่นแก่วิญญาณและให้ญาณทัศนะ (vision) ที่มองสังคมในเชิงบวกแก่กุหลาบอย่างไม่จืดจาง

พัฒนาการ ที่น่าสนใจในเนื้อหานวนิยายของ "ศรีบูรพา" ที่ผมอยากนำเสนอเป็นตัวอย่างเล็กน้อยในบทความนี้ คือทัศนะเรื่องความรัก จากการวิเคราะห์อย่างสังเขป กล่าว

ได้ ว่าทัศนะความรักในตัวละครมีสองชนิด คือความรักที่เป็นความทุกข์ เป็นความเห็นแก่ตัว เป็นการเอาชนะเหนือกายและใจของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างสิ้นเชิง ความรักดังกล่าวผมเรียกว่า

ความรักเชิงลบ ปรากฏเป็นแกนหลักของเรื่องเช่นในแสนรักแสนแค้น (พ.ศ. ๒๔๗๓)

มาร มนุษย์ (พ.ศ. ๒๔๗๓) สงครามชีวิต (พ.ศ. ๒๔๗๕) เป็นต้น ไม่ต้องสงสัยว่าจุดจบของนวนิยายเหล่านี้คือความเศร้าและหายนะของคู่รักทั้ง สอง ที่น่าสังเกตก็คือในทัศนะความรักเชิงลบ ผู้หญิงหรือนางเอกและนางรองมักไม่มีความคิดอันซื่อตรงต่อความรัก

กล่าว คือ ปมเงื่อนที่ผูกให้เกิดเรื่องและปัญหาไปจนกระทั่งอวสาน มาจากทัศนะและความประพฤติอันไม่ถูกต้องทำนองคลองธรรมของผู้หญิงเป็นหลัก ในขณะที่ผู้ชายหรือพระเอกหรือพระรอง เป็นฝ่ายตอบโต้หรือมีปฏิกิริยาต่อความผิดของฝ่ายหญิง ดังนั้นตอนจบของนวนิยาย ผู้หญิงจึงต้องตายด้วยน้ำมือของฝ่ายชายที่คิดว่าการปฏิเสธความรักของเขานั้น คือความผิดอันมหันต์ และคือความไม่ยุติธรรมที่ผู้หญิงกระทำต่อผู้ชาย จุไรตรอมใจตายจากการแก้แค้นของ พโยม สิงหยรรยง ส่วน แม้น นพคุณ ตายด้วยปืนของ ประยูร

พงษ์พินิจ ก่อนหน้านี้นางอารี อดิสัย ก็ตรอมใจตายจากความเจ้าชู้ของพระอารีฯ พล็อต

เรื่องเหล่านี้ไม่ "ก้าวหน้า" และไม่สลับซับซ้อนจนอาจเป็นจุดอ่อนของ "ศรีบูรพา" ได้

หากแต่จุดที่เด่นนั้นอยู่ที่การสร้างบุคลิกและปัจเจกภาพของตัวละครให้โลดแล่นไปในโลก

และสังคมที่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่ง

เมื่อจับเอาตัวละครมานั่งพินิจพิจารณาดู โดยไม่ลืมบริบทและสภาพสังคมในสมัย

ดังกล่าว ภาพของความรักเชิงลบก็ค่อยกระจ่างขึ้นมา นายพโยม สิงหยรรยง บุตรชายคน

เดียว ของเจ้าคุณปลัดทูลฉลอง พระยานรราชพัลลภ เป็นตัวแทนของสังคมระบอบเก่าที่กำลังเสื่อมคลาย ในขณะที่เขาเองก็ไม่อาจเอาชนะตัวเองเพื่อก้าวเดินไปข้างหน้ากับสังคมกระฎุม พีที่กำลังก่อตัวขึ้น หากพิจารณาว่า "ศรีบูรพา" ได้แต่งนิยายเรื่องนี้ขึ้นมาในช่วงเวลาอันกำลังดำเนินเข้าสู่ระยะการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบเก่ามาสู่ระบอบใหม่

อ่านต่อ

แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 08 มิถุนายน 2010 เวลา 11:14 น.)