ข้อสังเกตุ
  • Please check if the attachment directory is writeable.

สงครามชีวิต ข้างหลังภาพ


เชิด ทรงศรี

ข้อเขียนต่าง "หญ้าแพรกกับดอกมะเขือ" บูชาครู "ศรีบูรพา"
    สงครามชีวิต กับข้างหลังภาพ ที่สำแดงความเก่าเก็บอยู่นี้ เป็นหนังสือสุดบูชาที่เด็กชายคนจนซื้อด้วยเงินงานเขียนสามชิ้นแรก, ดังความขยายได้บรรยายไว้ในนั่งคุยกับความรักโดย เชิด ทรงศรี-คนเดียวกับเด็กชายคนจนบนถนนขรุขระสายอดีต

    จาก นั่งคุยกับความรัก เห็นได้อย่างจะจะว่า ระพินทร์ ยุทธศิลป ในสงครามชีวิต เป็นพระเอกที่ เชิด ทรงศรี เจริญรอยตาม ก็เมื่อ "ศรีบูรพา" เป็นดั่งพรหมผู้ลิขิตชีวิตระพินทร์ให้ผมคลั่งไคล้ใหลหลง ท่านจึงเป็นเช่นเทพเจ้าที่ผมเฝ้าบูชาตลอดวัยเวลาที่อยากเป็นนักประพันธ์

    เคย เห็น--แต่ไม่เคยได้พูดกับครู (กุหลาบ สายประดิษฐ์-"ศรีบูรพา") เลย เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่บนแผ่นดินไทย ผมยังเด็กเพิ่งจะเริ่มเดินเตาะแตะเลียบโลกวรรณกรรม

    ต่อเมื่อ "ศรีบูรพา" หาชีวิตไม่แล้ว ระพินทร์ ยุทธศิลป ในนาม เชิด ทรงศรี จึงได้เป็นนักเขียน แล้วล้ำเลยมาเป็นนักทำหนัง

    วิสัย การทำหนังของผม ถ้าทำจากบทประพันธ์ของใครอื่น สมัครใจที่จะยืนอยู่ข้างเจ้าของบทประพันธ์ นั่นหมายถึงว่ายึดเอาเรื่องเดิมเป็นหลัก-ด้วยความเคารพ อีกทั้งพยายามทุกวิถีทางที่จะศึกษาความรู้สึก-นึก-คิดของผู้เขียน จากตัวจริงและผลงานเขียนชิ้นอื่นๆ

    ดัง เช่นที่เคยปฏิบัติต่อ "ทมยันตี" เมื่อสร้างพ่อปลาไหล, ความรัก (อุบัติเหตุ), ทวิภพ "ไม้เมืองเดิม" เมื่อสร้างแผลเก่า "ยาขอบ" เมื่อสร้างเพื่อน-แพง หรือหลวงวิจิตร-วาทการ เมื่อสร้างเลือดสุพรรณ

    พ.ศ. ๒๕๔๓ ผมเตรียมงานสร้างข้างหลังภาพ ของ "ศรีบูรพา"

    ข้อเขียนต่อไปนี้ เป็นผลจากปฏิบัติการดังกล่าว--

สถานีรถไฟมิตาเกะ สมัยศรีบูรพาไปเที่ยว

๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๙, หนังสือพิมพ์ประชาชาติ รายวัน เริ่มลงพิมพ์นวนิยายเรื่องข้างหลังภาพ ของ "ศรีบูรพา" นับถึง ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้างหลังภาพ มีอายุ ๖๓ ปีเต็มแล้ว

    ๖๓ ปี ต่อจำนวนพิมพ์เท่าที่บ่งบอกเป็นหลักฐาน ๓๔ ครั้ง ส่วนที่แปลเป็นภาษาต่างประเทศ ไม่นับ

    "หนังสือเล่มนี้ อกาลิโก ไม่มีกาล ไม่ล้าสมัย อ่านเมื่อไหร่ก็อ่านได้ เพราะให้ทั้งความบันเทิงและปัญญากับผู้อ่านไปในตัว"

    รศ. กอบกุล อิงคุทานนท์ นักวิจารณ์วรรณกรรม เขียนถึงข้างหลังภาพ เมื่อเธอหยิบมาอ่านซ้ำใหม่อีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากที่เคยอ่านหลายหนแล้วในหลายปีก่อน

    ผมถามคุณป้าชนิด สายประดิษฐ์ ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของ "ศรีบูรพา" ว่า-อะไรเป็นจุดบันดาลใจให้ครูคิดเขียนนวนิยายเรื่องข้างหลังภาพ

"น่าจะเริ่มมาจากการที่คุณกุหลาบได้ทราบเรื่องของหญิงสูงศักดิ์ ผู้มีความรู้ดี

การบ้านการเรือนเก่ง ไม่ว่าจะเย็บปักถักร้อยหรือปรุงอาหาร เธออายุมากแล้ว แต่ยังไม่ได้แต่งงาน"

"เป็นความจริงหรือเปล่าครับ ที่ว่ากันว่าต้นแบบบุคลิกของ ม.ร.ว. กีรติ คือพระนางเธอลักษมีลาวัณ"

    "นั่น คงจะมาจากความเข้าใจของคุณไสว มาลยเวช (วารสารศรีบูรพา ฉบับวันนักเขียน เล่มที่ ๔ หน้า ๘๒) ที่เคยติดคุกบางขวางพร้อมกับคุณกุหลาบ--แต่ไม่ถูกนะคะ"

    แล้วคุณป้าชนิดเปรย--

    "บางคนตั้งข้อสังเกตว่า ม.ร.ว. กีรติสวยสง่าเหมือน ม.จ. บรรเจิดวรรณวรางค์"

    พระ เจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงมีธิดา ๑๐ องค์ เรียงพระนามตามลำดับ -พรพิมลพรรณ -วัลลภาเทวี (ท่านหญิงขาวหรือเตอะ) -วรรณีศรีสมร (ท่านหญิงต้อย) -อรทิพย์ประพันธ์ (ท่านหญิงตุ้ย) -นันทนามารศรี (ท่านหญิงเต่า) -ลักษมี-ลาวัณ (ท่านหญิงติ๋ว) -บรรเจิดวรรณวรางค์ (ท่านหญิงแต๋ว) -ศรีสอางค์นฤมล (ท่านหญิงตวง) -อุบลพรรณี (ท่านหญิงตัด) -ฤดีวรวรรณ (ท่านหญิงน้อย)

    ม.จ. บรรเจิดวรรณวรางค์หรือท่านหญิงแต๋ว ทรงออกแบบ-ตัดเย็บชุดเจ้าสาวให้คุณป้าชนิดเมื่อจะแต่งงานกับ "ศรีบูรพา"

    "ก่อนวันแต่ง ท่านหญิงแต๋วทรงพาไปลองเสื้อที่วังท่านหญิงต้อย และให้ท่านหญิงน้อยทรงร่วมติชมด้วย"

    คุณป้าชนิดเพิ่มเติมความนี้ให้ผมได้รับรู้ ซึ่งแสดงถึงว่าคุณป้าชนิดกับ "ศรีบูรพา" ได้ใกล้ชิดกับธิดาในกรมพระนราฯ หลายองค์ โดยเฉพาะท่านหญิงแต๋ว

    ดังนั้นการที่บางคนตั้งข้อสังเกตว่า ท่านหญิงแต๋วคือต้นแบบแห่งความเป็น ม.ร.ว. กีรติของ "ศรีบูรพา" จึงมีเหตุผลน่าเชื่อ ถึงแม้คุณป้าชนิดจะแย้งว่า...

    "จะเจาะจงว่าเป็นพระองค์ใดพระองค์หนึ่งคงไม่ถูกค่ะ น่าจะเป็นว่าเอาบุคลิกของเจ้าพี่เจ้าน้องสองสามองค์ของพระนางเธอลักษมีลาวัณ มารวมกันมากกว่า"

    ถ้าสองสามองค์ก็เห็นจะเป็น ท่านหญิงต้อย ท่านหญิงแต๋ว และท่านหญิงน้อย  สององค์แรกมิได้ทรงแต่งงานเลย ส่วนองค์หลังทรงแต่งงานสามหน !

   พูดถึงที่มาของ ม.ร.ว. กีรติ ตัวละครสำคัญของเรื่องข้างหลังภาพ แล้ว ขอพูดถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ครูไปญี่ปุ่น จนได้สถานที่มาเป็นฉากในเรื่อง

    ครูใช้ปากกาต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ยึดมั่นอุดมการณ์ที่จะสร้างความเป็นประชาธิปไตยในสยามประเทศ เป็นผู้กล้าที่เขียนบทความ, เรื่องสั้น และนวนิยายโจมตี "เจ้า" ในสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ หนังสือพิมพ์ที่ครูทำ ถูกอำนาจข่มเหง จนต้องปิดแล้วปิดอีกหลายฉบับ ครูตกยากและถูกคุกคาม แต่จะหนักหนาสาหัสอย่างไร ครูก็ยังเป็นชายชาติเสือที่ไม่ยอมลบลายตัวเอง

    กระทั่ง ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบ "เจ้า" เป็นใหญ่ มาเป็น "ราษฎร" เป็นใหญ่ แต่ครูต้องผิดหวัง เมื่อความเป็นใหญ่ไม่ได้เป็นของราษฎร หากแต่ตกอยู่ในกำมือของนายทหารบางคน ครูจึงใช้ปากกาเป็นอาวุธต่อสู้อีก

    ตั้งแต่สมัยที่ครูต่อสู้กับ "เจ้า" อาจมี "เจ้า" หลายองค์โกรธ-พยาบาท แต่ "เจ้า" อย่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว-รัชกาลที่ ๗ และ ม.จ. วรรณไวทยากร วรวรรณ กลับชื่นชม

   หนังสือพิมพ์ประชาชาติ รายวัน ฉบับแรก วางตลาดวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ นี่เป็นหนังสือที่ท่านวรรณ (ม.จ. วรรณไวทยากร วรวรรณ ซึ่งต่อมาดำรงอิสริยยศเป็นพลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) เป็นเจ้าของ และครู-กุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นหัวหน้าคณะผู้จัดทำ

    ท่านวรรณเปิดเวทีให้ครูใช้ปากกาสอนประชาธิปไตยแก่ประชาชน ครูได้ทำงานตามอุดมการณ์อย่างเที่ยงตรง ติ-ชมรัฐบาลโดยไม่มีอคติ จนกระทั่งถึงสมัยพันตรี แปลก พิบูลสงคราม หรือหลวงพิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี

    ครูเห็นว่ารัฐบาลนี้ใช้อำนาจเผด็จการ ทำหลายสิ่งที่ไม่ชอบด้วยความเป็นประชาธิปไตย ครูจึงใช้ปากกาต่อต้าน หลวงพิบูลฯ พยายามทำดีกับครู แต่ครูแยกเรื่องส่วนตัวกับงานในหน้าที่ออกจากกัน

    "จอมพล ป. เป็นคนฉลาด..."

    คุณป้าชนิดเล่าถึงเหตุการณ์ตอนจอมพล ป. เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก

    ที่ว่าฉลาด คือ...

    "...แต่งตั้งท่านวรรณเป็นที่ปรึกษา"

 

    ท่านวรรณเป็นเจ้าภาพแต่งงานครูกับคุณป้าชนิด (พ.ศ. ๒๔๗๗) โดยจัดงานแต่งที่วังของท่าน แล้วประทานที่ดิน ๒๘๐ ตารางวาในซอยพระนางเป็นของขวัญวันแต่งงานให้ด้วย ครูกับคุณป้าปลูกเรือนหอบนที่ดินแปลงนี้-แปลงเดียวและบ้านหลังเดียวกับที่อยู่ในปัจจุบัน

    "จอมพล ป. ทราบดีว่าหนังสือประชาชาติ เป็นของท่านวรรณ และคุณกุหลาบซึ่งเป็นคนทำ เคารพนับถือท่านวรรณมาก จอมพล ป. จึงหวังจะยืมปากท่านวรรณห้ามคุณกุหลาบไม่ให้เขียนโจมตีรัฐบาล"

    "แล้วท่านวรรณห้ามหรือเปล่าครับ"

    "เปล่าค่ะ ท่านเพียงแต่เปรยให้เพลาๆ ลงบ้าง แต่ไม่เคยห้ามอย่างจริงๆ จังๆ"

    ถึงกระนั้นหลวงพิบูลฯ ก็ได้ต้อนครูเข้ามุมอับ ครูอึดอัดใจ พอดีในช่วงเวลานั้น หนังสือพิมพ์อาซาฮี ของญี่ปุ่นมีหนังสือเชิญครูไปดูงาน ครูจึงฉวยโอกาสพักงานที่ประชาชาติ แล้วเดินทางไปญี่ปุ่นเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๙

    ครูคุ้นเคยกับราชนิกุลในราชสกุล "วรวรรณ" หลายองค์ โดยเฉพาะกับ ม.จ.หัตถ์ชากร น้องชายของท่านวรรณ ครูคุ้นเคยมากเป็นพิเศษ ช่วงเวลานั้น ม.จ. ฉันทนากร น้องชายอีกองค์หนึ่งของท่านวรรณพำนักอยู่ที่ญี่ปุ่น มีบ้านพักอยู่ที่ตำบลอาโอยามาชิ ท่านวรรณทรงแนะนำให้ครูไปพักอยู่กับท่านฉันทนากรที่บ้านหลังนี้ บ้านหลังนี้จึงน่าจะเป็นต้นแบบของบ้านเช่าที่ตำบลอาโอยามาชิฮัง ที่นพพรเช่าให้เจ้าคุณกับคุณหญิงกีรติพักระหว่างไป "ฮันนีมูน" ที่ญี่ปุ่น ส่วน "มิตาเกะ" ฉากสำคัญที่สุดของข้างหลังภาพ ที่ "ศรีบูรพา" เขียนถึงในบทที่ ๘-๙-๑๐ ได้มาจาก...

    "วันหนึ่ง มิสเตอร์ฮานาโซโนแห่ง น.ส.พ. นิจินิจิ ซึ่งเป็นผู้บรรยายวิชาการหนังสือพิมพ์ของมหาวิทยาลัยวาเสดะและมหาวิทยาลัยเม จิ ได้พาข้าพเจ้าเดินทางไกลไปเที่ยวพักผ่อน ณ ภูเขามิตาเกะ..."

    ข้อความนี้ปรากฏอยู่ในข้อเขียนเรื่อง "วัฒนธรรม-การกินอยู่" ที่ครูเขียนในนาม "ก.ส." และไม่ต้องสงสัยเลยว่าครูต้องประทับใจกับการไปเที่ยวมิตาเกะอย่างมาก จึงได้นำมาเขียนไว้ในข้างหลังภาพ ถึงสามบท และให้เหตุการณ์สำคัญที่เป็นหัวใจของเรื่องเกิดขึ้นที่นั่น ภาพ "ริมลำธาร" ที่ซ่อนเร้นความหมายไว้ข้างหลังภาพ ก็คือลำธารที่ภูเขามิตาเกะ

    คุณป้าชนิดบอกว่า ครูเป็นคนทำงานเป็นระเบียบ ไปไหนเห็นอะไรน่าสนใจ จะจดบันทึกไว้ คราวที่ครูไปดูงานหนังสือพิมพ์ที่ญี่ปุ่น สิ่งที่ครูจด จึงปรากฏอยู่ในข้างหลังภาพ ที่ครูเขียนลงหนังสือพิมพ์ประชาชาติ รายวัน เมื่อกลับมาตอนปลายปี

อ่านต่อ

แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 08 มิถุนายน 2010 เวลา 11:10 น.)