ข้อสังเกตุ
  • Please check if the attachment directory is writeable.

รู้จัก "ศรีบูรพา"


รัญจวน อินทรกำแหง


      ข้าพเจ้า ให้ชื่อเรื่องว่า 'รู้จัก "ศรีบูรพา"' อาจชวนให้ผู้อ่านเข้าใจว่าข้าพเจ้ามีความรู้จักสนิทสนมเป็นอันดีกับท่านเจ้า ของนามปากกานี้ ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ข้าพเจ้าไม่เคยมีโชคดีที่จะได้เห็นตัวจริงของท่าน แต่ก็กล้าที่จะกล่าวว่า "ข้าพเจ้ารู้จัก 'ศรีบูรพา'" ซึ่งแน่นอน ย่อมเป็นการรู้จักเช่นเดียวกับผู้อ่านจำนวนไม่น้อย คือรู้จักจากงานเขียนของเขาเพราะข้าพเจ้าเชื่อว่างานเขียนของผู้ใดก็เป็น กระจกสะท้อนให้เข้าใจในภูมิความรู้ สติปัญญา เจตจำนง และจิตใจของนักเขียนผู้นั้น ยกเว้นนักเขียนที่ชอบแสดงบทบาทของนักแสดงบนเวที ซึ่งเล่นไปตามบทที่ผู้กำกับการแสดงกำหนดให้ ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่า เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลามาพูดถึงนักเขียนประเภทนั้น เพราะการเขียนภายใต้การกำกับของบุคคล หรือเหตุใดเหตุหนึ่ง งานเขียนชิ้นนั้นย่อมเป็นหุ่นที่ปราศจากวิญญาณ

ข้าพเจ้า สนใจการอ่านและติดใจในหนังสือของ "ศรีบูรพา" ตั้งแต่เมื่อไรจำไม่ได้แน่นอน แต่จำได้ว่า เคยอ่านหนังสือที่ "ศรีบูรพา" เขียนหลายครั้ง เมื่ออ่านครั้งใดก็ได้เห็นได้สัมผัสกับความจริงใจที่ผู้เขียนสอดแทรกไว้ใน เนื้อความเหล่านั้น นอกจากนี้ "ศรีบูรพา" ยังทำให้ข้าพเจ้าทึ่งในสำนวนที่สุภาพราบเรียบซึ่งควรจะเป็นสำนวนของนักเขียน สตรีมากกว่า

นักเขียนชาย เมื่อมาได้อ่านประวัติบางตอนของ "ศรีบูรพา" ซึ่งนักเขียนผู้อื่นกล่าวถึงและได้ฟังคำบอกเล่าจากผู้เป็นมิตรสหายของ "ศรีบูรพา" จึงทราบว่า สำนวนภาษาที่เรียบและนุ่มนวลแม้จะกล่าวในขณะอารมณ์แรงนั้นก็ออกมาจากจิตใจ ที่กอปรด้วยพื้นนิสัยอันอ่อนโยนเป็นสำคัญ การที่ข้าพเจ้าเขียนบทความ "รู้จัก 'ศรีบูรพา'" นี้ก็ด้วยความชื่นชมในคุณค่าแห่งการเขียนเช่นเดียวกับเมื่อ "ศรีบูรพา" ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งในบทความที่เขาเขียนไว้อาลัย ม.จ. อากาศดำเกิง รพีพัฒน ในเรื่อง "ชีวิต ม.จ. อากาศฯ ในโลกหนังสือ" ว่า

 

            ท่านผู้อ่านโปรดจำไว้อีกครั้งหนึ่งว่า ข้าพเจ้าไม่ได้เขียนเรื่องนี้เพื่อสดุดี

        เกียรติคุณนักประพันธ์หนุ่มแห่งสยาม เขียนไว้อาลัยในบุคคลผู้ได้ทำ

        ประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเอาใจใส่ว่า เขาผู้ทำประโยชน์

        นั้นคือใคร

 

นั่น คือความจริงใจของ "ศรีบูรพา" เมื่อเขาเขียนเรื่องเกี่ยวกับท่านอากาศฯ และนี่ก็เป็นความจริงใจของข้าพเจ้า ในขณะที่ข้าพเจ้าเรียน "รู้จักศรีบูรพา" เพราะข้าพเจ้าเห็นว่า "ศรีบูรพา" เป็นหนึ่งในจำนวนนักเขียนที่มีความจริงใจในการเขียนอันถือว่าเป็นคุณสมบัติ ที่สำคัญยิ่งของนักเขียน

"ศรีบูรพา" มีผลงานเขียนทั้งบทความ สารคดี และนวนิยาย แต่ผู้อ่านส่วนใหญ่รวมทั้งข้าพเจ้าด้วย มารู้จัก "ศรีบูรพา" จากงานประเภทนวนิยายและเรื่องสั้น ซึ่งข้าพเจ้ายังสามารถหาหนังสือเหล่านั้นมาอ่านทวนซ้ำอีกครั้งด้วยความ รู้สึกว่า บัดนี้เราจะไม่มีโอกาสได้อ่านงานเขียนของท่านผู้นี้อีกแล้ว

จาก นวนิยายและเรื่องสั้น ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนรู้จัก "ศรีบูรพา" สองคน คนหนึ่งมีลักษณะเหมือน "โกเมศ" ในเรื่องจนกว่าเราจะพบกันอีก ตอนที่เขายังไม่ได้พบกับ"แนนซี" เพื่อนหญิงชาวออสเตรเลีย ซึ่งออกปากกับเขาว่า "เขาเป็นชายหนุ่มที่น่าสงสาร เป็นคนที่มีบาปกรรม เป็นคนที่ยืนอยู่บนอากาศ มีแต่ตัวเปล่าไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งในตัวเลย"  ส่วน "ศรีบูรพา" อีกคนหนึ่งนั้นก็มีลักษณะเหมือน "โกเมศ" เช่นกัน แต่เป็นตอนที่"แนนซี" ได้พูดกับเขาว่า "โกเมศ ความจริงนั้นเธอได้เริ่มเป็นตัวของเธอเองแล้ว เธอบรรจุชีวิตลงไปในตัวของเธอแล้ว"

ที่ ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้ก็ด้วยความรู้สึกว่านวนิยายและเรื่องสั้น ซึ่ง "ศรีบูรพา" ผลิตออกมาในช่วงแรก เช่น ปราบพยศ หัวใจปรารถนา แสนรักแสนแค้น มารมนุษย์ โลกสันนิวาส เป็นต้น เป็นนวนิยายในลักษณะที่หาอ่านได้ทั่วไปและออกจะมีอยู่กลาดเกลื่อน

ทั้ง นี้โดยพิจารณาจากโครงเรื่อง (plot) และแก่นเรื่อง (theme) เป็นสำคัญ เมื่อผู้ใดอ่านปราบพยศ แล้วอดคิดถึง ศัตรูของเจ้าหล่อน ของ "ดอกไม้สด" เสียไม่ได้ ด้วยความคล้ายคลึงกันในด้านโครงและแนวคิด เพราะนวนิยายที่กล่าวมานั้น คงวนเวียนอยู่ในเหตุแห่งความรัก ความแค้น ความเข้าใจผิด ความไม่สมหวัง และอุดมคติของชีวิตที่ฉาบฉวยซึ่งพบได้ในนวนิยายทั่วไป ฉะนั้นจึงไม่มีอะไรเด่นประทับใจ นอกจากนั้นตัวละครของ"ศรีบูรพา" ในยุคแรกออกจะนิยม "ฝรั่ง" อยู่ไม่น้อย เห็นตัวอย่างได้จากการกินไข่ลวกก็ต้องเป็น "ไข่เล็กฮอร์น" ซึ่งกล่าวไว้ตอนต้นของเรื่องสั้นชื่อ "เล่นกับไฟ" ถ้าจะดื่มเบียร์ก็ต้องเป็นเบียร์กลอสเตอร์ เป็นต้น และการใช้คำพูดฝรั่งปนไทยก็ยังเห็นอยู่บ่อยๆ ดังในเรื่อง ปราบพยศ เช่น

"เธอ ยังอันเดอร์สแตนด์ แม่ยวนใจน้อยนัก" หรืออีกตอนหนึ่งของนางเอกที่พูดกับพระเอกซึ่งมาขอสมัครงานว่า "คุณรู้สึกบ้างหรือเปล่าว่าแอพพลิเคชั่นของคุณไม่ได้แซสตีส-ไฟฉันอย่างเพียง พอ"

ถ้าจะมองอีกด้านหนึ่งว่า "ศรีบูรพา" เขียนเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้เมื่อ ๔๐ ปีมาแล้ว และการใช้คำพูดฝรั่งผสมไทยก็ยังเป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน น่าจะนับว่า "ศรีบูรพา"ทันสมัยมากที่คิดเช่นนั้นได้ แต่นวนิยายและเรื่องสั้นของ "ศรีบูรพา" ยุคต่อมาจะเห็นความเป็นเอกลักษณ์ของผู้เขียนเด่นอยู่ในเชิงเค้าโครงเรื่อง แนวคิด และภาษา เมื่อเปรียบเทียบกันเช่นนี้แล้ว ข้าพเจ้าจึงรู้สึกว่านวนิยายและเรื่องสั้นในยุคแรกนั้นดูจะธรรมดาสามัญไปที เดียว ทั้งนี้ข้าพเจ้าขอย้ำว่า การเปรียบเทียบกันของงานเขียนของ "ศรีบูรพา" เอง จะกล่าวว่าเป็น

การ แสดงวิวัฒนาการการเขียนของ "ศรีบูรพา" อย่างน่าชื่นชมก็ได้ เพราะถ้า "ศรีบูรพา" เป็นนักไต่เขา เขาก็มีแต่บันไดที่สูงขึ้น สูงขึ้นทุกทีจนสามารถขึ้นถึงยอดเขาและเป็นจุดแม่เหล็กให้นักเขียนรุ่นเยาว์ ใคร่ป่ายปีนได้เช่นนั้นบ้าง

นวนิยาย และเรื่องสั้นที่ชวนให้ข้าพเจ้ารู้สึกเสมือน "ศรีบูรพา" เป็น "โกเมศ" คนที่ ๒ คือ หลังจากที่รู้จักกับแนนซีแล้ว เช่น สงครามชีวิต จนกว่าเราจะพบกันอีก แลไปข้างหน้า และรวมเรื่องสั้นที่ชื่อว่า รับใช้ชีวิต เรื่องต่างๆ เหล่านี้ดูมีความจริงจังหนักแน่นทั้งแนวคิดและท่วงทำนอง การเขียนเรื่องสงครามชีวิต นั้นเป็นเรื่องที่ชวนให้รู้สึกแห้งแล้งเป็นที่สุด ด้วยเข้าถึงความรู้สึกของผู้อ่าน เพราะทั้ง "ระพินทร์ ยุทธศิลป" และ "เพลิน โรหิตบวร" ต่างต้องจมอยู่กับความยากแค้นขมขื่น คฤหาสน์ของ "ระพินทร์" ที่มีเนื้อที่เพียง ๖ ตารางวา ต้องใช้เป็นทั้งห้องรับแขก ห้องนอน ห้องเขียนหนังสือ ห้องแต่งตัว ห้องนั่งเล่น และห้องกินข้าว ถ้าใช้ตามศัพท์เดี๋ยวนี้ก็ต้องเรียกว่าเป็นห้องอเนกประสงค์ แต่ความจริงมันเป็นห้องที่ใช้เกินความประสงค์ ความอภิรมย์ของชีวิตที่หนุ่มสาวพึงปรารถนาไม่ปรากฏว่าหนุ่มสาวคู่นี้ได้ลิ้ม รส ตลอดเรื่องมีแต่น้ำตา จะมีรสหวานชื่นก็เพราะด้วยจิตใจและวิญญาณของนักสู้ที่แข็งแกร่งของทั้งสอง ความสุขของพวกเขาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครมองเห็นเพราะมันอยู่ที่หัวใจที่มี น้ำรักต่อกัน

เรื่องที่น่าแห้งแล้ว แต่ผู้อ่านไม่รู้สึกฝืดคอที่จะกล้ำกลืน กลับอ่านด้วยความเพลิดเพลิน ซึ่งเกิดจากความรู้สึกซาบซึ้งในความงามแห่งข้อคิดอันชวนให้ปัญญางอกงาม  แท้ที่จริงนั้นผู้ที่ติดตามงานของ "ศรีบูรพา" มาโดยตลอดจะประจักษ์ว่า "ศรีบูรพา" เป็นนักอ่านตัวยง เพราะดูเหมือนจะไม่มีตัวละครเอกเรื่องใดที่ไม่แสดงความชื่นชมในคุณค่าของ หนังสือและการอ่าน แต่สำหรับสงครามชีวิต นี้ "ศรีบูรพา" ได้เน้นพิเศษให้เห็นว่า "ระพินทร์" เป็นผู้ที่กระหายการอ่านและเทิดทูนในคุณค่าของหนังสือเพียงไร จดหมายแต่ละฉบับที่เขาเขียนถึงเพลิน ยากที่จะมีฉบับใดที่เขาไม่กล่าวถึงความรักที่เขามีต่อหนังสือเขาเห็นว่า หนังสือเป็นเพื่อน เป็นที่พึ่งทางปัญญา เป็นพาหนะที่ทำให้เขาได้เข้าใจเพื่อนมนุษย์ เขารำพันกับเพลินว่า

 

            เขาเองเห็นคุณประโยชน์ในการอ่านหนังสือเป็นอย่างสูงสุด ไม่

        สงสัยสักนิดเดียวว่าจะมีอะไรที่ควรแก่เวลาอันมีค่าของคนเรายิ่งไปกว่านี้ รัก

        หนังสือเหลือเกิน รักอย่างจับจิตจับใจ มันเพาะมนุษยธรรมให้งอกงามขึ้นใน

        ความรู้สึกอย่างน่าประหลาด

 

"ศรี บูรพา" ให้ชื่อนวนิยายเรื่องนี้อย่างเหมาะจริงๆ สงครามชีวิต ถูกแล้ว การมีชีวิตทุกวันนี้คือการเข้าสู่สงคราม ที่นับวันดูจะโหดเหี้ยมขึ้นทุกที เราติดตามเรื่องสงครามชีวิต จนจบโดยไม่ต้องพักวาง เพราะความนิยมยกย่องในความเป็นนักสู้ชีวิตของเขาทั้งสอง

เขา สู้กับความยากแค้น ความขมขื่น เยาะหยัน และที่เขาต้องต่อสู้อย่างรุนแรงที่สุดก็คือ สู้เพื่อเอาชนะ "ความยาก" ของตนเอง การที่ "ศรีบูรพา" ให้เพลินตัดสินใจเช่นนั้นอาจเป็นเพราะเขาอยากประชดชีวิตให้สาแก่ใจก็เป็นได้

จาก นวนิยายและเรื่องสั้นต่างๆ ของเขาทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่า "ศรีบูรพา" เป็นทั้งนักวิเคราะห์และนักวิจารณ์ชีวิต สิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับชีวิตไม่ว่าส่วนบุคคลหรือสังคมสิ่งแวดล้อม เขาเห็นว่ามีความสำคัญเท่าๆ กัน เพราะมันเกี่ยวพันกัน การที่คนหนึ่งในกลุ่มมีความทุกข์ ความทุกข์นั้นย่อมสะท้อนไปถึงคนอื่นในกลุ่มด้วย ฉะนั้นแนนซีในเรื่องจนกว่าเราจะพบกันอีก จึงพูดกับโกเมศว่า

 

            "...ฉันไม่คิดว่า การมีชีวิตอยู่เพียงแต่จะหากินไปวันหนึ่ง และแสวงหา

        ความสุขไปวันหนึ่ง แล้วก็รอวันเจ็บป่วยและตายนั้น เป็นสิ่งที่มีค่าอะไรตาม

        ความเห็นของฉัน ชีวิตเช่นนั้นเป็นของว่างเปล่า เท่ากับไม่ได้เกิดมาเลยในโลกนี้

        ชีวิตเฉยๆ ไม่มีความหมายสำหรับฉัน ถ้าฉันอยู่ฉันต้องอยู่ในชีวิตที่ดีงาม และ

        ชีวิตที่ดีงามนั้นต้องมีอะไรมากกว่าการหากิน การแสวงหาความสุข แล้วก็

        รอวันตาย ชีวิตที่ดีงามย่อมมีอยู่และถูกใช้ไปเป็นคุณประโยชน์แก่คนอื่น..."

"ศรี บูรพา" มีความเชื่อมั่นจริงจังว่าการที่สังคมจะเป็นสุขก็เพราะคนในสังคมมีความสุข และความทุกข์ที่ไม่ไกลจนเกินไป แม้บางคนจะยอมรับสภาพความเป็นอยู่ของเขาโดยดุษฎีดังเช่น "จันทา โนนดินแดง" ในเรื่องแลไปข้างหน้า ก็ตาม "ศรีบูรพา" ก็ยังคิดว่ามันค่อนข้างไม่เป็นธรรมเพราะมนุษย์ควรได้คิดและได้รับให้ใกล้ เคียงกัน เขาอยากให้มีคนอย่าง "นิทัศน์" ในเรื่องแลไปข้างหน้า และคนจนอย่าง "นายแม่น" ในเรื่องสั้น "ขอแรงหน่อยเถอะ" คนอย่างนี้แหละ ถ้าหันหน้าเข้าหากันจับมือกันด้วยความร่วมมือร่วมใจก็ย่อมผดุงสังคมให้เป็น สุขได้โดยทั่วหน้า

"ศรีบูรพา" ในทัศนะของข้าพเจ้าเป็นนักเขียนที่กล้าหาญ กล้าเขียนในสิ่งที่เขารู้ดีว่าผลที่ตามมาจะเป็นประการใด เขาเขียนด้วยวิญญาณของนักเขียนและด้วยจิตใจของมนุษย์ที่เทิดทูนคุณธรรม ดังจะเห็นได้จากเรื่องลูกผู้ชาย คำนิยามของ "ลูกผู้ชาย" นั้นหลายท่านอาจนึกถึงภาพของ เจมส์ บอนด์ แต่ "ลูกผู้ชาย" ของ "ศรีบูรพา" กลับเป็นผู้มีรูปร่างแบบบาง แต่กำลังใจนั้นแข็งแกร่ง สามารถทนต่อความเจ็บปวดทางใจได้โดยไม่หวั่นไหว เท่าๆ กับที่ไม่รู้สึกสะเทือนใจในบาดแผลทางกาย "มาโนช" ในเรื่องลูกผู้ชาย ไม่เคยเป็นผู้ชนะในสายตาของชาวโลก เพราะเขาถือว่า หน้าที่ของลูกผู้ชายคือการไม่เห็นแก่ตัว ซื่อสัตย์ต่อมิตรและรักษาความยุติธรรมยิ่งชีวิต

คุณธรรม อีกข้อหนึ่งที่ "ศรีบูรพา" เน้นให้เห็นอย่างเด่นชัด คือ การให้อภัยกัน ดังในเรื่องสั้น "มหาบุรุษของจันทิมา" การยอมรับในความบกพร่องของกันและกันเท่านั้นจะช่วยให้คนเราอภัยกันได้ การให้อภัยกันจะยั่งยืนถ้าหากมีการพยายามปรับปรุงแก้ไขไปพร้อมๆ กัน

 

อ่านต่อ

รัญจวน อินทรกำแหง


      ข้าพเจ้า ให้ชื่อเรื่องว่า 'รู้จัก "ศรีบูรพา"' อาจชวนให้ผู้อ่านเข้าใจว่าข้าพเจ้ามีความรู้จักสนิทสนมเป็นอันดีกับท่านเจ้า ของนามปากกานี้ ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ข้าพเจ้าไม่เคยมีโชคดีที่จะได้เห็นตัวจริงของท่าน แต่ก็กล้าที่จะกล่าวว่า "ข้าพเจ้ารู้จัก 'ศรีบูรพา'" ซึ่งแน่นอน ย่อมเป็นการรู้จักเช่นเดียวกับผู้อ่านจำนวนไม่น้อย คือรู้จักจากงานเขียนของเขาเพราะข้าพเจ้าเชื่อว่างานเขียนของผู้ใดก็เป็น กระจกสะท้อนให้เข้าใจในภูมิความรู้ สติปัญญา เจตจำนง และจิตใจของนักเขียนผู้นั้น ยกเว้นนักเขียนที่ชอบแสดงบทบาทของนักแสดงบนเวที ซึ่งเล่นไปตามบทที่ผู้กำกับการแสดงกำหนดให้ ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่า เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลามาพูดถึงนักเขียนประเภทนั้น เพราะการเขียนภายใต้การกำกับของบุคคล หรือเหตุใดเหตุหนึ่ง งานเขียนชิ้นนั้นย่อมเป็นหุ่นที่ปราศจากวิญญาณ

ข้าพเจ้า สนใจการอ่านและติดใจในหนังสือของ "ศรีบูรพา" ตั้งแต่เมื่อไรจำไม่ได้แน่นอน แต่จำได้ว่า เคยอ่านหนังสือที่ "ศรีบูรพา" เขียนหลายครั้ง เมื่ออ่านครั้งใดก็ได้เห็นได้สัมผัสกับความจริงใจที่ผู้เขียนสอดแทรกไว้ใน เนื้อความเหล่านั้น นอกจากนี้ "ศรีบูรพา" ยังทำให้ข้าพเจ้าทึ่งในสำนวนที่สุภาพราบเรียบซึ่งควรจะเป็นสำนวนของนักเขียน สตรีมากกว่า

นักเขียนชาย เมื่อมาได้อ่านประวัติบางตอนของ "ศรีบูรพา" ซึ่งนักเขียนผู้อื่นกล่าวถึงและได้ฟังคำบอกเล่าจากผู้เป็นมิตรสหายของ "ศรีบูรพา" จึงทราบว่า สำนวนภาษาที่เรียบและนุ่มนวลแม้จะกล่าวในขณะอารมณ์แรงนั้นก็ออกมาจากจิตใจ ที่กอปรด้วยพื้นนิสัยอันอ่อนโยนเป็นสำคัญ การที่ข้าพเจ้าเขียนบทความ "รู้จัก 'ศรีบูรพา'" นี้ก็ด้วยความชื่นชมในคุณค่าแห่งการเขียนเช่นเดียวกับเมื่อ "ศรีบูรพา" ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งในบทความที่เขาเขียนไว้อาลัย ม.จ. อากาศดำเกิง รพีพัฒน ในเรื่อง "ชีวิต ม.จ. อากาศฯ ในโลกหนังสือ" ว่า

 

            ท่านผู้อ่านโปรดจำไว้อีกครั้งหนึ่งว่า ข้าพเจ้าไม่ได้เขียนเรื่องนี้เพื่อสดุดี

        เกียรติคุณนักประพันธ์หนุ่มแห่งสยาม เขียนไว้อาลัยในบุคคลผู้ได้ทำ

        ประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเอาใจใส่ว่า เขาผู้ทำประโยชน์

        นั้นคือใคร

 

นั่น คือความจริงใจของ "ศรีบูรพา" เมื่อเขาเขียนเรื่องเกี่ยวกับท่านอากาศฯ และนี่ก็เป็นความจริงใจของข้าพเจ้า ในขณะที่ข้าพเจ้าเรียน "รู้จักศรีบูรพา" เพราะข้าพเจ้าเห็นว่า "ศรีบูรพา" เป็นหนึ่งในจำนวนนักเขียนที่มีความจริงใจในการเขียนอันถือว่าเป็นคุณสมบัติ ที่สำคัญยิ่งของนักเขียน

"ศรีบูรพา" มีผลงานเขียนทั้งบทความ สารคดี และนวนิยาย แต่ผู้อ่านส่วนใหญ่รวมทั้งข้าพเจ้าด้วย มารู้จัก "ศรีบูรพา" จากงานประเภทนวนิยายและเรื่องสั้น ซึ่งข้าพเจ้ายังสามารถหาหนังสือเหล่านั้นมาอ่านทวนซ้ำอีกครั้งด้วยความ รู้สึกว่า บัดนี้เราจะไม่มีโอกาสได้อ่านงานเขียนของท่านผู้นี้อีกแล้ว

จาก นวนิยายและเรื่องสั้น ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนรู้จัก "ศรีบูรพา" สองคน คนหนึ่งมีลักษณะเหมือน "โกเมศ" ในเรื่องจนกว่าเราจะพบกันอีก ตอนที่เขายังไม่ได้พบกับ"แนนซี" เพื่อนหญิงชาวออสเตรเลีย ซึ่งออกปากกับเขาว่า "เขาเป็นชายหนุ่มที่น่าสงสาร เป็นคนที่มีบาปกรรม เป็นคนที่ยืนอยู่บนอากาศ มีแต่ตัวเปล่าไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งในตัวเลย"  ส่วน "ศรีบูรพา" อีกคนหนึ่งนั้นก็มีลักษณะเหมือน "โกเมศ" เช่นกัน แต่เป็นตอนที่"แนนซี" ได้พูดกับเขาว่า "โกเมศ ความจริงนั้นเธอได้เริ่มเป็นตัวของเธอเองแล้ว เธอบรรจุชีวิตลงไปในตัวของเธอแล้ว"

ที่ ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้ก็ด้วยความรู้สึกว่านวนิยายและเรื่องสั้น ซึ่ง "ศรีบูรพา" ผลิตออกมาในช่วงแรก เช่น ปราบพยศ หัวใจปรารถนา แสนรักแสนแค้น มารมนุษย์ โลกสันนิวาส เป็นต้น เป็นนวนิยายในลักษณะที่หาอ่านได้ทั่วไปและออกจะมีอยู่กลาดเกลื่อน

ทั้ง นี้โดยพิจารณาจากโครงเรื่อง (plot) และแก่นเรื่อง (theme) เป็นสำคัญ เมื่อผู้ใดอ่านปราบพยศ แล้วอดคิดถึง ศัตรูของเจ้าหล่อน ของ "ดอกไม้สด" เสียไม่ได้ ด้วยความคล้ายคลึงกันในด้านโครงและแนวคิด เพราะนวนิยายที่กล่าวมานั้น คงวนเวียนอยู่ในเหตุแห่งความรัก ความแค้น ความเข้าใจผิด ความไม่สมหวัง และอุดมคติของชีวิตที่ฉาบฉวยซึ่งพบได้ในนวนิยายทั่วไป ฉะนั้นจึงไม่มีอะไรเด่นประทับใจ นอกจากนั้นตัวละครของ"ศรีบูรพา" ในยุคแรกออกจะนิยม "ฝรั่ง" อยู่ไม่น้อย เห็นตัวอย่างได้จากการกินไข่ลวกก็ต้องเป็น "ไข่เล็กฮอร์น" ซึ่งกล่าวไว้ตอนต้นของเรื่องสั้นชื่อ "เล่นกับไฟ" ถ้าจะดื่มเบียร์ก็ต้องเป็นเบียร์กลอสเตอร์ เป็นต้น และการใช้คำพูดฝรั่งปนไทยก็ยังเห็นอยู่บ่อยๆ ดังในเรื่อง ปราบพยศ เช่น

"เธอ ยังอันเดอร์สแตนด์ แม่ยวนใจน้อยนัก" หรืออีกตอนหนึ่งของนางเอกที่พูดกับพระเอกซึ่งมาขอสมัครงานว่า "คุณรู้สึกบ้างหรือเปล่าว่าแอพพลิเคชั่นของคุณไม่ได้แซสตีส-ไฟฉันอย่างเพียง พอ"

ถ้าจะมองอีกด้านหนึ่งว่า "ศรีบูรพา" เขียนเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้เมื่อ ๔๐ ปีมาแล้ว และการใช้คำพูดฝรั่งผสมไทยก็ยังเป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน น่าจะนับว่า "ศรีบูรพา"ทันสมัยมากที่คิดเช่นนั้นได้ แต่นวนิยายและเรื่องสั้นของ "ศรีบูรพา" ยุคต่อมาจะเห็นความเป็นเอกลักษณ์ของผู้เขียนเด่นอยู่ในเชิงเค้าโครงเรื่อง แนวคิด และภาษา เมื่อเปรียบเทียบกันเช่นนี้แล้ว ข้าพเจ้าจึงรู้สึกว่านวนิยายและเรื่องสั้นในยุคแรกนั้นดูจะธรรมดาสามัญไปที เดียว ทั้งนี้ข้าพเจ้าขอย้ำว่า การเปรียบเทียบกันของงานเขียนของ "ศรีบูรพา" เอง จะกล่าวว่าเป็น

การ แสดงวิวัฒนาการการเขียนของ "ศรีบูรพา" อย่างน่าชื่นชมก็ได้ เพราะถ้า "ศรีบูรพา" เป็นนักไต่เขา เขาก็มีแต่บันไดที่สูงขึ้น สูงขึ้นทุกทีจนสามารถขึ้นถึงยอดเขาและเป็นจุดแม่เหล็กให้นักเขียนรุ่นเยาว์ ใคร่ป่ายปีนได้เช่นนั้นบ้าง

นวนิยาย และเรื่องสั้นที่ชวนให้ข้าพเจ้ารู้สึกเสมือน "ศรีบูรพา" เป็น "โกเมศ" คนที่ ๒ คือ หลังจากที่รู้จักกับแนนซีแล้ว เช่น สงครามชีวิต จนกว่าเราจะพบกันอีก แลไปข้างหน้า และรวมเรื่องสั้นที่ชื่อว่า รับใช้ชีวิต เรื่องต่างๆ เหล่านี้ดูมีความจริงจังหนักแน่นทั้งแนวคิดและท่วงทำนอง การเขียนเรื่องสงครามชีวิต นั้นเป็นเรื่องที่ชวนให้รู้สึกแห้งแล้งเป็นที่สุด ด้วยเข้าถึงความรู้สึกของผู้อ่าน เพราะทั้ง "ระพินทร์ ยุทธศิลป" และ "เพลิน โรหิตบวร" ต่างต้องจมอยู่กับความยากแค้นขมขื่น คฤหาสน์ของ "ระพินทร์" ที่มีเนื้อที่เพียง ๖ ตารางวา ต้องใช้เป็นทั้งห้องรับแขก ห้องนอน ห้องเขียนหนังสือ ห้องแต่งตัว ห้องนั่งเล่น และห้องกินข้าว ถ้าใช้ตามศัพท์เดี๋ยวนี้ก็ต้องเรียกว่าเป็นห้องอเนกประสงค์ แต่ความจริงมันเป็นห้องที่ใช้เกินความประสงค์ ความอภิรมย์ของชีวิตที่หนุ่มสาวพึงปรารถนาไม่ปรากฏว่าหนุ่มสาวคู่นี้ได้ลิ้ม รส ตลอดเรื่องมีแต่น้ำตา จะมีรสหวานชื่นก็เพราะด้วยจิตใจและวิญญาณของนักสู้ที่แข็งแกร่งของทั้งสอง ความสุขของพวกเขาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครมองเห็นเพราะมันอยู่ที่หัวใจที่มี น้ำรักต่อกัน

เรื่องที่น่าแห้งแล้ว แต่ผู้อ่านไม่รู้สึกฝืดคอที่จะกล้ำกลืน กลับอ่านด้วยความเพลิดเพลิน ซึ่งเกิดจากความรู้สึกซาบซึ้งในความงามแห่งข้อคิดอันชวนให้ปัญญางอกงาม  แท้ที่จริงนั้นผู้ที่ติดตามงานของ "ศรีบูรพา" มาโดยตลอดจะประจักษ์ว่า "ศรีบูรพา" เป็นนักอ่านตัวยง เพราะดูเหมือนจะไม่มีตัวละครเอกเรื่องใดที่ไม่แสดงความชื่นชมในคุณค่าของ หนังสือและการอ่าน แต่สำหรับสงครามชีวิต นี้ "ศรีบูรพา" ได้เน้นพิเศษให้เห็นว่า "ระพินทร์" เป็นผู้ที่กระหายการอ่านและเทิดทูนในคุณค่าของหนังสือเพียงไร จดหมายแต่ละฉบับที่เขาเขียนถึงเพลิน ยากที่จะมีฉบับใดที่เขาไม่กล่าวถึงความรักที่เขามีต่อหนังสือเขาเห็นว่า หนังสือเป็นเพื่อน เป็นที่พึ่งทางปัญญา เป็นพาหนะที่ทำให้เขาได้เข้าใจเพื่อนมนุษย์ เขารำพันกับเพลินว่า

 

            เขาเองเห็นคุณประโยชน์ในการอ่านหนังสือเป็นอย่างสูงสุด ไม่

        สงสัยสักนิดเดียวว่าจะมีอะไรที่ควรแก่เวลาอันมีค่าของคนเรายิ่งไปกว่านี้ รัก

        หนังสือเหลือเกิน รักอย่างจับจิตจับใจ มันเพาะมนุษยธรรมให้งอกงามขึ้นใน

        ความรู้สึกอย่างน่าประหลาด

 

"ศรี บูรพา" ให้ชื่อนวนิยายเรื่องนี้อย่างเหมาะจริงๆ สงครามชีวิต ถูกแล้ว การมีชีวิตทุกวันนี้คือการเข้าสู่สงคราม ที่นับวันดูจะโหดเหี้ยมขึ้นทุกที เราติดตามเรื่องสงครามชีวิต จนจบโดยไม่ต้องพักวาง เพราะความนิยมยกย่องในความเป็นนักสู้ชีวิตของเขาทั้งสอง

เขา สู้กับความยากแค้น ความขมขื่น เยาะหยัน และที่เขาต้องต่อสู้อย่างรุนแรงที่สุดก็คือ สู้เพื่อเอาชนะ "ความยาก" ของตนเอง การที่ "ศรีบูรพา" ให้เพลินตัดสินใจเช่นนั้นอาจเป็นเพราะเขาอยากประชดชีวิตให้สาแก่ใจก็เป็นได้

จาก นวนิยายและเรื่องสั้นต่างๆ ของเขาทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่า "ศรีบูรพา" เป็นทั้งนักวิเคราะห์และนักวิจารณ์ชีวิต สิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับชีวิตไม่ว่าส่วนบุคคลหรือสังคมสิ่งแวดล้อม เขาเห็นว่ามีความสำคัญเท่าๆ กัน เพราะมันเกี่ยวพันกัน การที่คนหนึ่งในกลุ่มมีความทุกข์ ความทุกข์นั้นย่อมสะท้อนไปถึงคนอื่นในกลุ่มด้วย ฉะนั้นแนนซีในเรื่องจนกว่าเราจะพบกันอีก จึงพูดกับโกเมศว่า

 

            "...ฉันไม่คิดว่า การมีชีวิตอยู่เพียงแต่จะหากินไปวันหนึ่ง และแสวงหา

        ความสุขไปวันหนึ่ง แล้วก็รอวันเจ็บป่วยและตายนั้น เป็นสิ่งที่มีค่าอะไรตาม

        ความเห็นของฉัน ชีวิตเช่นนั้นเป็นของว่างเปล่า เท่ากับไม่ได้เกิดมาเลยในโลกนี้

        ชีวิตเฉยๆ ไม่มีความหมายสำหรับฉัน ถ้าฉันอยู่ฉันต้องอยู่ในชีวิตที่ดีงาม และ

        ชีวิตที่ดีงามนั้นต้องมีอะไรมากกว่าการหากิน การแสวงหาความสุข แล้วก็

        รอวันตาย ชีวิตที่ดีงามย่อมมีอยู่และถูกใช้ไปเป็นคุณประโยชน์แก่คนอื่น..."

"ศรี บูรพา" มีความเชื่อมั่นจริงจังว่าการที่สังคมจะเป็นสุขก็เพราะคนในสังคมมีความสุข และความทุกข์ที่ไม่ไกลจนเกินไป แม้บางคนจะยอมรับสภาพความเป็นอยู่ของเขาโดยดุษฎีดังเช่น "จันทา โนนดินแดง" ในเรื่องแลไปข้างหน้า ก็ตาม "ศรีบูรพา" ก็ยังคิดว่ามันค่อนข้างไม่เป็นธรรมเพราะมนุษย์ควรได้คิดและได้รับให้ใกล้ เคียงกัน เขาอยากให้มีคนอย่าง "นิทัศน์" ในเรื่องแลไปข้างหน้า และคนจนอย่าง "นายแม่น" ในเรื่องสั้น "ขอแรงหน่อยเถอะ" คนอย่างนี้แหละ ถ้าหันหน้าเข้าหากันจับมือกันด้วยความร่วมมือร่วมใจก็ย่อมผดุงสังคมให้เป็น สุขได้โดยทั่วหน้า

"ศรีบูรพา" ในทัศนะของข้าพเจ้าเป็นนักเขียนที่กล้าหาญ กล้าเขียนในสิ่งที่เขารู้ดีว่าผลที่ตามมาจะเป็นประการใด เขาเขียนด้วยวิญญาณของนักเขียนและด้วยจิตใจของมนุษย์ที่เทิดทูนคุณธรรม ดังจะเห็นได้จากเรื่องลูกผู้ชาย คำนิยามของ "ลูกผู้ชาย" นั้นหลายท่านอาจนึกถึงภาพของ เจมส์ บอนด์ แต่ "ลูกผู้ชาย" ของ "ศรีบูรพา" กลับเป็นผู้มีรูปร่างแบบบาง แต่กำลังใจนั้นแข็งแกร่ง สามารถทนต่อความเจ็บปวดทางใจได้โดยไม่หวั่นไหว เท่าๆ กับที่ไม่รู้สึกสะเทือนใจในบาดแผลทางกาย "มาโนช" ในเรื่องลูกผู้ชาย ไม่เคยเป็นผู้ชนะในสายตาของชาวโลก เพราะเขาถือว่า หน้าที่ของลูกผู้ชายคือการไม่เห็นแก่ตัว ซื่อสัตย์ต่อมิตรและรักษาความยุติธรรมยิ่งชีวิต

คุณธรรม อีกข้อหนึ่งที่ "ศรีบูรพา" เน้นให้เห็นอย่างเด่นชัด คือ การให้อภัยกัน ดังในเรื่องสั้น "มหาบุรุษของจันทิมา" การยอมรับในความบกพร่องของกันและกันเท่านั้นจะช่วยให้คนเราอภัยกันได้ การให้อภัยกันจะยั่งยืนถ้าหากมีการพยายามปรับปรุงแก้ไขไปพร้อมๆ กัน

แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 08 มิถุนายน 2010 เวลา 11:10 น.)