ข้อสังเกตุ
  • Please check if the attachment directory is writeable.

กุหลาบ สายประดิษฐ์ นักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์


สมบูรณ์ วรพงษ์


     การ เขียนถึงนาม "กุหลาบ สายประดิษฐ์" ในวาระที่ท่านผู้นี้ครบ ๑๐๐ ปีชาตกาล และทางองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกมีการเฉลิมฉลองร่วมกับท่านอื่นๆ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ นั้น ข้าพเจ้าเองรู้สึกยุ่งยากพอสมควรและเต็มไปด้วยความพรั่นพรึงใจไม่น้อยที่ เขียนถึงบุคคลสำคัญ ไม่เฉพาะวงการ นักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ไทยเท่านั้น หากเป็นบุคคลสำคัญของโลกท่านหนึ่ง

    แต่ เมื่อได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการจัดทำหนังสืออนุสรณ์ให้กับ กุหลาบ สายประดิษฐ์ เจ้าของนามปากกา "ศรีบูรพา" ก็พยายามค้นคว้าเอกสารอ้างอิง สัมภาษณ์บุคคลร่วมสมัยผู้ใกล้ชิด ประวัติการเมืองไทยจากการเล่าขานของบุคคลร่วมชะตากรรมเดียวกัน

    เหตุที่จำเป็นต้องหาเอกสารและบุคคลที่อยู่ร่วมสมัยกับท่านผู้นี้ก็เพราะ

    ๑. ข้าพเจ้ามิได้เป็นนักหนังสือพิมพ์ร่วมสมัยกับท่าน และไม่ได้สัมผัสกับท่านนักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ท่านี้โดยตรง

    ๒. ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็เพียงการอ่านจากงานเขียนของท่าน โดยเฉพาะที่ได้รับรู้มากทีเดียวก็คือข้อเขียนเชิงวิเคราะห์ของ "รุ่งวิทย์ สุวรรณอภิชน"  ท่านผู้นี้แม้จบทางธรณีวิทยาหากมาสนใจค้นคว้างานวรรณกรรม

    เอกสาร ที่ช่วยได้มากคือหนังสือรวมข้อคิดจากใจ กุหลาบ สายประดิษฐ์  ซึ่งภรรยาคู่ชีวิตของท่านมอบให้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗  เป็นเอกสารที่มีทั้งความสำคัญต่อชีวิตนักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ท่านี้อย่างครบถ้วน ซึ่งหากจำแนกสารัตถะสำคัญอาจแบ่งออกเป็น

    - ความคิดทางปรัชญาของ กุหลาบ สายประดิษฐ์

    - ความคิดของการเป็นนักประชาธิปไตย

    - ความคิดต่อความเป็นธรรมของสังคม การศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม และสิทธิสตรี

    - ความคิดต่อบทบาทเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ ภาระหน้าที่ของนักเขียน นักวรรณกรรม ผู้ใช้แรงงาน และพลังประชาชน ฯลฯ

    ความ คิดเห็นเหล่านี้ นอกเหนือจากงานเขียนบทความ บทบรรณาธิการ สารคดี เรื่องสั้น นวนิยายแล้ว กุหลาบ สายประดิษฐ์ แทบไม่ยอมใช้ชีวิตว่างเปล่าเลย แม้ในยามถูกคุมขังจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (ถูกจับข้อหากบฏปี พ.ศ. ๒๔๘๕กบฏสันติภาพปี พ.ศ. ๒๔๙๕-๒๕๐๐) และอยู่ในฐานะลี้ภัยการเมืองในต่างแดน

    แนว คิดของท่านมิได้เปลี่ยนแปลงจากสภาพที่เห็นอยู่ในปัจจุบันที่สามารถนำมาแก้ไข ในปัญหาต่างๆ แม้งานเขียนผ่านพ้นมากว่าครึ่งศตวรรษ อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นแนวคิดมองการณ์ไกลของท่านผู้นี้ สอดแทรกปัญหาต่างๆ เพื่อกระตุ้นสังคมให้รับรู้ ดังเช่นงานเขียนหลายชิ้นที่บันทึกเอาไว้เป็นหลักฐาน แต่ทว่ารัฐบาลที่ผ่านมากลับใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมกับท่าน

    นี้ แสดงให้เห็นถึงการแสดงออกซึ่งความสุจริตใจในการแก้ปัญหาของบ้านเมืองโดย สันติธรรมมาโดยตลอด แม้ในเรื่องสั้นชื่อ "แกะที่พลัดฝูง" ท่านสอดแทรกแนวคิดโดยให้ตัวละครพูดแทนว่า

    "คุณ ไม่ได้ยินหรือว่าทุกวันนี้เขาพูดกันเรื่องอะไร เขาพูดเรื่องคอรัปชั่น และไม่ได้พูดกันว่าคอรัปชั่นไม่ดี แต่พูดกันว่าทำไมจะมีช่องทางคอรัปชั่นกะเขาได้ ฯลฯ"

    ประโยค นี้ประโยคเดียวได้ถึงปัญหาที่ตกผลึกมาช้านาน (เขียนเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๒) และยังไม่ได้รับการแก้ไข แสดงว่าโลกทรรศน์ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ มองเห็นภัยที่กัดกร่อนบ้านเมืองมาก่อนใครๆ

    ระยะ เนิ่นนานกว่าครึ่งศตวรรษที่นักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ท่านนี้ ได้ประกาศให้สังคมรับรู้ถึงปัญหาที่บั่นทอนความก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตย ได้แสดงออกซึ่งข้อเขียนทั้งสิ้น

    จากระยะ เวลาดังกล่าวเช่นเดียวกัน งานของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ออกมาในนามปากกาต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นบทความการเมืองในนาม "อิสรชน" บทความศาสนาในนาม "อุบาสก" หรือนามจริงของท่าน  หากหยิบยกมาเรียงร้อยแต่ละประโยค จะเชื่อมโยงไปสู่ความเชื่อดังที่ท่านบันทึกขณะอยู่ในคุกบางขวาง (ปี พ.ศ. ๒๔๙๖) ที่ว่า

    "เวลาที่คนเราน่า เกลียดที่สุด คือเวลาคิดถึงประโยชน์ของตนเองมากที่สุด  และเวลาที่คนเราน่ารักที่สุด ก็คือเวลาที่คิดถึงคนอื่นมากที่สุด"

    ถ้า ลำดับแนวคิดของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ตามที่ ยศ วัชรเสถียร เขียนเล่าไว้ใน "ชีวิตและงานของกุหลาบ สายประดิษฐ์" ในวัยหนุ่มตามแบบนักเรียน นักหนังสือพิมพ์ทั่วไปแล้ว ความแตกต่างในแนวคิดนั้นได้พัฒนาเรื่อยมา และท่านผู้นี้ไม่มีความด่างพร้อยในเรื่องใดๆ แม้นการพูดคุยฐานเพื่อน ท่านอดไม่ได้ที่สอดแทรกแนวคิดของการทำหน้าที่ในฐานะนักหนังสือพิมพ์อาชีพ อย่างแท้จริงพร้อมๆ กับงานประพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ที่รับผิดชอบต่ออาชีวปฏิญาณ  ดังบันทึกถึงหน้าของหนังสือพิมพ์ว่า

    "การ รักษาอิสรภาพของหนังสือพิมพ์ให้ยืนยงมั่นคงอยู่ได้นั้น ขึ้นอยู่กับการตีราคาสิ่งนี้ไว้อย่างไร  ถ้าถือว่าอิสรภาพของหนังสือพิมพ์มีราคาค่างวดจริงอยู่ แต่ไม่เกินไปกว่าส่วนได้เสียของหนังสือพิมพ์หรือผู้ทำหนังสือพิมพ์ เราก็คงขายหรือแลกเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้กับประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เรา เห็นว่ามีราคาค่างวดเท่าเทียมกัน ( จากบทความหนังสือพิมพ์ ปี พ.ศ. ๒๔๘๒)

    แนว คิดนี้ คงจะได้รับจากแนวคิดของ ม.จ. วรรณไวทยากร วรวรรณ (พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ผู้ก่อตั้ง น.ส.พ. ประชาชาติ และ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ดำรงตำแหน่งบรรณาธิการขณะนั้น) มีคำขวัญว่าบำเพ็ญกรณี ไมตรีจิต วิทยาคม อุดมสันติสุข ซึ่งถือเป็นเข็มของหนังสือพิมพ์ และแนวคิดนี้ได้ก่ออิทธิพลต่อนักหนังสือพิมพ์รุ่นหลังในระยะต่อมา

    มาลัย ชูพินัจ นักหนังสือพิมพ์ผู้ร่วมสมัยกับ กุหลาบ สายประดิษฐ์ อีกท่านหนึ่ง ที่ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ดึงมาร่วมงานด้วยที่ บางกอกการเมือง  ชนิตร์นัยน์ ณ บางช้าง นิสิตปริญญาโทคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสัมภาษณ์ ชนิด สายประดิษฐ์ ในการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโท คุณชนิดเล่าว่า " คุณกุหลาบ เล่าให้ฟังว่าระหว่างคุณมาลัยทำงานที่ �ไทยใต้� ได้ชวนกลับมาทำงานร่วมกันโดยคุณกุหลาบเป็นบรรณาธิการ �บางกอกการเมือง � และ มาลัย ชูพินิจ เขียนไว้ตอนหนึ่ง

    "การ ตัดสินใจในครั้งนั้นจะผิดหรือถูกก็ตาม แต่ฉันได้ตัดสินใจแล้ว และได้นำฉันมาอยู่ในที่ที่ฉันอยู่กับวิชาชีพที่ฉันพอใจและบรรดาเพื่อนฝูงที่ รักใคร่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตั้งแต่สมัยออกจากโรงเรียน ฉันคิดว่าสองประการนี้มีอิทธิพลอยู่มากในการบำเพ็ญชีวิตของฉัน"

    การ รวมกลุ่มกันของนักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ในอดีตนั้น แสดงให้เห็นจริยวัตรของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ทั้งในฐานะให้ความคิด และความมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมวิชาชีพ  ท่านเคยเขียนถึง "ยาขอบ" ไว้ในหนังสือ "ยาขอบอนุสรณ์" เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ตอนหนึ่งว่า "ยาขอบไม่เคยมีความรู้สึกที่เป็นปมด้อยเลยในกรณีที่เขาเรียนหนังสือชั้น มัธยม ๔  เขากลับมีความภาคภูมิใจเสียอีก ที่ด้วยการเรียนเพียงเท่านั้น ได้มีนาม "ยาขอบ" อันระบือลือเรื่องในโลกวรรณกรรมไทย

    "ยิ่ง กว่านั้น เขา (ยาขอบ) เคยหัวเราะร่าชอบอกชอบใจ เมื่อข้าพเจ้าบอกเขาว่า เขาเป็นนักประพันธ์ที่ครู (ถนิม เลาหะวิไลย ครู-นักเขียน-นักแปล) ได้เก็บมาจากข้างถนน..."

    โดยเฉพาะ กุหลาบ สายประดิษฐ์ "ยาขอบ" เข้าสู่โลกวรรณกรรมเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ และตั้งนามปากกา "ยาขอบ" มาจากชื่อ W.W.JACOB แต่ออกเสียงให้ดูเป็นคำไทย

    การ สร้างนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นอกเหนือจากการพัฒนาแนวคิดตนเองแล้ว ท่านผู้นี้พิถีพิถันมากในการเลือกผู้ร่วมงาน ถึงกับกล่าวว่า "งานหนังสือพิมพ์พอหาทำได้ แต่นักหนังสือพิมพ์จริงๆ นั้นหาได้ไม่ง่ายนัก"

    บท ความเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์ที่ท่านผู้นี้เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ตอนหนึ่งว่า "รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยย่อมไม่ปรารถนาให้หนังสือพิมพ์บำเพ็ญตนเป็น เครื่องมือของรัฐบาลเลย  เพราะรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยเช่นนี้ มิใช่รัฐบาลถาวร บุคคลในคณะรัฐบาลย่อมมีการเปลี่ยนตัวกันเสมอ เมื่ออกมาอยู่ในวงนอกรัฐบาลแล้ว บุคคลเหล่านั้นจะมาแสดงความเห็นติชมรัฐบาลใหม่ในฐานะที่เป็นราษฎรคนหนึ่ง เหมือนกัน"

    กุหลาบ สายประดิษฐ์ ไม่ใช่นักการเมือง หากมองการเมืองผ่านสายตาของนักหนังสือพิมพ์ที่มีอิสระทางความคิด หากได้อ่านงานเขียนของ "อิสสรชน" จะเห็นได้ว่าภาษาที่ใช้แหลมคม ไม่มีการเสียดสี ก้าวร้าว หรือเย้ยหยัน ต่างกับนักเขียนยุคต่อมา ดังนั้นงานเขียนของท่านจึง

ปรากฏว่าอ่านได้จนถึงปัจจุบันและทันสมัยเสมอ ไม่ว่าจะใช้นามปากกาใดๆ ก็อยู่ในกรอบของการเขียนประเภทนั้นๆ

    สิ่ง ที่น่าสนใจต่องานเขียนของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ในด้านของงานวรรณกรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้น นวนิยาย ท่านเทิดทูน "คุณธรรม" สูงสุด แม้จะเป็นนวนิยายโรแมนติกก็ตาม  ขีดขั้นระหว่างคุณธรรม ศีลธรรม ได้แบ่งแยกอย่างชัดเจนโดยคำนึงถึงผู้อ่าน มุมมองของนักเขียนในระยะหลังได้มองในแง่ของอัตถนิยมส่วนใหญ่ แต่ชั้นเชิงในการเขียนไม่เบื่อที่จะอ่านในแง่ของความบันเทิง ซึ่งเป็นศิลปะในงานประพันธ์ของท่านอีกมุมหนึ่งของงานเขียนวรรณกรรม

    "อ. ไชยวรศิลป์" นักเขียนสตรีรุ่นน้องและให้ความเคารพต่อท่านผู้นี้ ได้เขียนไว้ในคำนำ สงครามชีวิต ฉบับพิมพ์ครั้งต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ว่า "นวนิยายที่เขียนโดย 'ศรีบูรพา' (นามปากกาของ กุหลาบ สายประดิษฐ์) รู้สึกว่าจะเป็นตัวแทนของยุคสมัยนั้นๆ เพราะผู้เขียนได้สะท้อนภาพสังคมแต่ละยุคออกมาในรูปของนวนิยาย... ฯลฯ "ซึ่ง อ. ไชยวรศิลป์" เอ่ยถึงตั้งแต่ ลูกผู้ชาย (พ.ศ. ๒๔๗๑) มาถึง "แลไปข้างหน้า" (พ.ศ. ๒๕๐๐) ซึ่งห่างกันถึง ๒๙ ปี แต่ทว่าความคิดยังแนบแน่นต่อความเป็นธรรมของสังคม

แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 08 มิถุนายน 2010 เวลา 11:07 น.)