ข้อสังเกตุ
  • Please check if the attachment directory is writeable.

ช่วงชีวิตในจีนของ "ศรีบูรพา"


รำลึกความทรงจำครึ่งศตวรรษในจีนจากมิตรร่วมหลังคาเรือน "ศรีบูรพา" : สุชาติ ภูมิบริรักษ์


ชามา


     ชีวประวัติ และผลงานของ "ศรีบูรพา" ได้มีผู้ศึกษาเอาไว้อย่างละเอียดแทบทุกด้านไม่น้อยทีเดียว  ยกเว้นในช่วงบั้นปลายชีวิตตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๑-๒๕๑๗ ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้การดูแลที่ดีของรัฐบาลจีน ซึ่งศรีบูรพาได้ลี้ภัยการเมืองอยู่ที่นั่นจวบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต  แม้จนบัดนี้ ซึ่งทำให้ยังคงเป็นปริศนาคลุมเครือและเป็นที่ใคร่รู้ของผู้สนใจติดตามชีวิต และผลงานของ "ศรีบูรพา"

    เหตุเพราะ เจ้าของชีวประวัติได้ลาลับจากวงวรรณกรรมไทยไปแล้ว โดยละวางการกล่าวถึงอัตชีวประวัติในช่วงดังกล่าว รวมถึงไม่ได้เปิดเผยผลงานเขียนใดต่อสาธารณะ และไม่มีโอกาสได้บอกเล่าเรื่องราวความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศจีนให้ชนรุ่น หลังรับรู้บรรยากาศการใช้ชีวิตในต่างแดนภายใต้การดูแลของรัฐบาลจีน ในช่วงก่อนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและจีนให้กระจ่างได้

    โดย เฉพาะอย่างยิ่ง "ความจริง" ดังกล่าวนั้นมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับคณะบุคคลหลายฝ่ายและเกี่ยวข้องกับ ความผกผันของการเมืองไทย รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและจีน จนอาจกล่าวได้ว่า ช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเป็นอีกหน้าหนึ่งที่ควรได้รับการเปิดเผยและบันทึกไว้ใน ประวัติศาสตร์ไทยและจีน เพื่อให้เกิดสัมฤทธิผลในการศึกษาประวัติความสัมพันธ์ไทย-จีนอีกโสตหนึ่ง ผ่านการต่อสู้ของคณะนักหนังสือพิมพ์ไทยกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่มุ่งใฝ่หาสันติภาพและความสัมพันธ์ที่เป็นปกติระหว่างประชาชน!

    คณะ ส่งเสริมวัฒนธรรมไทยกลุ่มเล็กๆ ดังกล่าวที่ได้เดินทางไปจีนตามคำเชิญภายใต้การนำของ "ศรีบูรพา" ในฐานะ หัวหน้าคณะส่งเสริมวัฒนธรรม ในช่วงนั้น ในที่สุดก็ได้ตัดสินใจกลับประเทศไทยเกือบหมด และหลายคนถูกจับกุมคุมขัง แต่ก็ยังเหลือนักหนังสือพิมพ์ในกลุ่มนั้นที่ยังตกค้างอยู่ในจีนด้วยความ สมัครใจต่อมาอีกสองคนเป็นเวลายาวนาน นั่นคือ ศรีบูรพา หัวหน้าคณะฯ และ "สุชาติ ภูมิบริรักษ์" นักหนังสือพิมพ์ไทยอีกผู้หนึ่งซึ่งไปในนามของเลขานุการของคณะฯ

    สำหรับ "ศรีบูรพา" กล่าวได้ว่าได้อาศัยจีนเป็น "เรือนตาย" จนวาระสุดท้ายในชีวิตในเวลาต่อมาอีก ๑๖ ปี

    ความ เคลื่อนไหวของคนไทยกลุ่มเล็กๆ นอกสายตาของรัฐบาลไทยในยุคดังกล่าว ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้แก่รัฐบาลใน เวลานั้น เป็นเรื่องที่อาจจะลืมเลือนกันไปแล้วในสังคมไทยเวลานี้  แต่หากย้อนกลับไปศึกษาก็จะพบคำตอบบางประการที่ควรค่าแก่การรู้แจ้งอย่าง ยิ่งว่า ได้เกิดอะไรขึ้นในท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองขณะนั้นที่ได้ส่งผลกระทบต่อ ประชาชนไทย-จีนในวงกว้างและด้วยพลังรุนแรง

    อย่าง ไรก็ตามเรื่องดังกล่าวจนถึงปัจจุบันก็ยังคงเป็นสิ่งที่ชนรุ่นหลังบางกลุ่ม ได้พยายามหาคำตอบ เพื่อเป็นเสมือน "กุญแจ" ที่ไขความกระจ่างซึ่งโยงใยไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอดีตที่ต้อง สะดุดลงเพราะปัญหาสภาพการเมืองและสังคมในยุคหนึ่ง

    "ศรี บูรพา" ผู้ได้ชื่อว่าเป็น "ศรีแห่งวงวรรณกรรมไทย" ผู้หนึ่งที่ทราบความจริง ในช่วงดังกล่าวเมื่อครึ่งศตวรรษที่ผ่านมานี้น่าจะมีโอกาสได้มาเปิดเผยความ จริงอันมีคุณค่าต่อสาธารณะ ในฐานะที่เป็นผู้เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะมาบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดดังกล่าว ด้วยตนเอง ทั้งด้วยวาจาและข้อเขียนในฐานะนักเขียนเอกของไทยผู้หนึ่งซึ่งเป็น แขกเมือง ของรัฐบาลจีนในเวลานั้น ดังที่ "ศรีบูรพา" ได้เคยปฏิบัติมาทุกสถานการณ์

    อย่าง ไรก็ตามน่าแปลกใจอย่างยิ่งที่ "ศรีบูรพา" กลับไม่มีผลงานใดปรากฏอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับช่วงชีวิตที่พำนักอยู่ในจีนเลย  แม้จะทราบจากผู้ใกล้ชิดผู้เป็นทั้งมิตรสนิทรุ่นน้องในจีนคือ "สุชาติ ภูมิบริรักษ์" ว่า ความจริง "ศรีบูรพา" ทำงานเขียนแทบไม่เคยหยุดหย่อน "อย่างกับผึ้ง" ก็ตาม  และผู้เขียนยังทราบข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ความจริงผลงานของ "ศรีบูรพา" ในจีนนั้นมีไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ และบางส่วนก็ไม่มีผู้ใดกล้านำกลับประเทศไทยในเวลานั้น หลังจากการไปของ "ศรีบูรพา" ในจีน และครอบครัวได้ค่อยๆ โยกย้ายกลับผืนแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอน ดังคำกล่าวให้สัมภาษณ์ของชนิด สายประดิษฐ์ ภริยาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ที่ "บ้านศรีบูรพา" ที่กล่าวว่า

    ตอนนั้นไม่ได้เอาผลงานศรีบูรพากลับไทยเลย เอาตัวมาได้ก็ดีแล้วเพราะทางนี้ (ประเทศไทยในเวลานั้น-ผู้เขียน) ก็กวดขันกัน

    บัด นี้แม้ร่าง "ศรีบูรพา" ลาลับ แต่เขากลับทิ้งผลงานอมตะไว้จำนวนหนึ่งซึ่งนับวันกลับยิ่งส่งให้ชื่อเสียงของ "ศรีบูรพา" เรืองรองยิ่งขึ้น อาจเป็นดังที่นักวิชาการชาวอเมริกันผู้หนึ่งนาม เบนจามิน แบตสัน ได้เคยวิเคราะห์เอาไว้ว่า

    ฐานะของนายกุหลาบในโลกวรรณกรรมไทยในยุคปัจจุบันสูงกว่าในช่วงเวลาที่เขามีชีวิตอยู่

    นี่ ย่อมแสดงถึงอมตะของผลงานซึ่งยืนยงยิ่งกว่าร่างของผู้เป็นเจ้าของซึ่งเมื่อ ถึงวันหนึ่งก็จะต้องดับสูญกลับคืนสู่ธรรมชาติ เสมอเหมือนกันไม่แตกต่าง และไม่อาจมีใครหลีกเลี่ยงพ้น

    อย่าง ไรก็ตามนับเป็นเรื่องโชคดีที่บัดนี้ สุชาติ ภูมิบริรักษ์ มิตรรุ่นน้อง ซึ่งได้เดินทางไปจีนพร้อมคณะนักหนังสือพิมพ์ทั้งหมด ๑๒ ชีวิตในนามของเลขานุการคณะฯ  ภายใต้การนำของหัวหน้าคณะส่งเสริมวัฒนธรรมไทยคือ "ศรีบูรพา" ยังมีชีวิตอยู่ในวัย ๗๗ ปี ด้วยสุขภาพที่ดี  ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเกือบครึ่งศตวรรษนั้น เขายังคงพำนักอยู่ในประเทศจีน ภายใต้การดูแลอย่างดีของรัฐบาลจีนมาตั้งแต่ต้น และเป็นอีกผู้หนึ่งที่เลือกประเทศจีนเป็น เรือนตาย

    ดัง นั้นอาจกล่าวได้ว่า สุชาติ ภูมิบริรักษ์ จึงน่าจะเป็นผู้หนึ่งที่รู้ "ความจริง" บางด้านดังกล่าวนั้นไม่มากก็น้อย  เพราะเขาเป็นอีกผู้หนึ่งที่เดินเคียงข้าง "ศรีบูรพา" มาตั้งแต่ก้าวแรกที่สัมผัสผืนแผ่นดินจีน  ก้าวต่อมาที่ร่วมคณะกับ "ศรีบูรพา" ไปชมสถานที่ทุกแห่งตามกำหนดการของรัฐบาลจีนในฐานะ "แขกเมือง"  และก้าวสำคัญที่แทบจะเรียกว่า "ร่วมหลังคาเรือน" เดียวกันเป็นระยะเวลายาวนานใน โรงแรมสันติภาพ และ โรงแรมมิตร าพ กรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นที่พำนักที่รัฐบาลจีนจัดสรรให้เป็นการเฉพาะ  จนกระทั่งก้าวสุดท้ายที่ "ศรีบูรพา" ลาลับ ฝากลมหายใจสุดท้ายบนเตียงผู้ป่วย ณ โรงพยาบาลเซียนเหอ ในกรุงปักกิ่ง และกล่าวประโยคสุดท้ายที่จับใจ สุชาติ ภูมิบริรักษ์ ต่อกรณีเหตุการณ์ "๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖" ด้วยความยินดีต่อผลสำเร็จของประชาชนและนักศึกษาไทยในเวลานั้นว่า

    นี่เป็นชัยชนะของนักศึกษา!

    และต่อมาอีกไม่กี่วัน "ศรีบูรพา" ก็ได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับใน พ.ศ. ๒๕๑๗

 

การ เดินทางไปเยือนจีนของคณะส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งประเทศไทยภายใต้การนำของ "ศรีบูรพา" ในช่วงเวลานั้นมีวัตถุประสงค์หลักอย่างหนึ่งคือสืบสานสายสัมพันธ์ระหว่าง ประชาชนไทย-จีน แม้ว่าระหว่างเส้นทางนั้นจะเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามจากปัญหา "ความแตกต่าง" ของนโยบายทางการเมืองของรัฐบาลในยุคนั้น  จึงนับว่ามีความสำคัญควรค่าแก่การศึกษาอย่างยิ่ง  เพราะกว่าจะมาถึงวันนี้ที่ประเทศไทยได้รับการยกย่องจากรัฐบาลจีนว่า "เป็นตัวอย่างของประเทศระบอบการปกครองที่แตกต่างซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดี งาม"

    ชนรุ่นหลังของไทยที่เกิดหลัง ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกนั้นอาจไม่เคย รู้ว่าเหตุการณ์แห่งประวัติความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างไทย-จีนในช่วงก่อนเปิด ความสัมพันธ์ทางการทูตนั้นมีความตึงเครียดรุนแรงอย่างไร  จากการได้มีโอกาสพูดคุยกับเยาวชนไทยบางส่วนที่ได้เคยไปศึกษาต่อด้านภาษาจีน ในกรุงปักกิ่ง รวมถึงสอบถามเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางไปเยือนจีนในอดีต ของ "คณะทูตใต้ดิน" ไม่ว่าจะเป็นคณะนักหนังสือพิมพ์ คณะนักกีฬาไทยหรือคณะศิลปินที่เคยเดินทางไปจีนในอดีตยุคก่อนเปิดความ สัมพันธ์ มักจะได้รับคำตอบว่า ไม่ทราบ

    ขณะ เดียวกันนับวันความสัมพันธ์ไทย-จีนในปัจจุบันก็ยิ่งเจริญงอกงามแตกดอกออกช่อ เติบโตและยืนยงขึ้น อันจะเห็นได้จากการแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลสองฝ่ายแทบทุกด้าน รวมถึงด้านการศึกษาที่มีทั้งนักศึกษาจีนเดินทางมาศึกษาในเมืองไทย และมีนักศึกษาไทยจำนวนมากที่หลั่งไหลไปศึกษาภาษาจีนในประเทศจีนและได้รับการ สนับสนุนด้วยดีจากรัฐบาลทั้งสองฝ่าย ทำให้สามารถกลบเกลื่อนร่องรอยชำรุดทางประวัติศาสตร์ที่ถูกทำลายลงด้วย สถานการณ์ทางการเมืองได้

    อย่างไร ก็ตามเราไม่ควรลืมเลือนว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ได้นั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายได้เคยเกิด "อุบัติเหตุ" อะไรขึ้นในระหว่างหนทางอันมือมน จนส่งผลกระทบรุนแรงต่อประชาชนทั้งสองฝ่าย ดังที่เคยมีกล่าวไว้ในหนังสือชื่อ ฉู่ฉือ หรือ ผกางามแห่งจีนใต้ แปลและเรียบเรียงโดยผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษาอาวุโสแห่งวงการศึกษาของไทยนาม ยง อิงคเวทย์ ว่า

    ขอให้กวีนิพนธ์ ทุกบททุกตอนในหนังสือชุด รัตนมณีกวีนิพนธ์จีน นี้จงเป็นสื่อน้อมนำผู้อ่านให้เข้าถึงสุนทรียภาพแห่งภูมิปัญญาจีน เป็นเครื่องเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างจีนกับไทยสมเจตนารมณ์ของผู้แปล ช่วยให้คลายความเกลียดชังอย่างที่เราเคยเป็นมาในยุคหนึ่งไป...

    "ศรี บูรพา" และครอบครัวได้รับการดูแลอย่างที่อาจเรียกได้ว่า "ดีที่สุด" จากรัฐบาลอีกประเทศหนึ่ง เมื่อเทียบกับสภาพความเป็นอยู่ชาวจีนทั่วไปส่วนใหญ่ในเวลานั้น ซึ่งรัฐบาลจีนได้พยายามมอบสิ่งนั้นให้สำหรับชาวต่างชาติทุกชาติทุกภาษาที่ มุ่งเดินทางไปขอลี้ภัย และใช้เวลาในระหว่างนั้นร่วมฟื้นฟูบูรณะประเทศชาติในด้านต่างๆ เรื่องนี้มีข้อมูลยืนยันหลายเสียงจากพยานบุคคลเคียงคู่ "ศรีบูรพา" ตลอดเวลายามที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศจีน

 

    มี ข่าวที่ไม่เปิดเผยคือ อุบัติการณ์ทำลายล้างหนังสือไทยจำนวนมากที่ตกค้าง ทั้งหนังสือที่เขียนโดยนักเขียนไทยและหนังสือที่แปลจากภาษาจีนเป็นภาษาไทย ซึ่งพิมพ์โดย รัฐบาลจีนในเวลานั้น ด้วยการจุดไฟเผาเสียเกือบหมด จากความ "รู้เท่าไม่ถึงการณ์" ของผู้บงการบางกลุ่ม ทั้งนี้ก็เพื่อเจตนาดีคือลดผลกระทบด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศลงให้น้อย ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เหตุผลเพราะงานประพันธ์บางเล่มสะท้อนทั้งด้านความคิดและทฤษฎีทางการ เมืองอย่างชัดเจนและหนังสือเป็นสื่อถาวรซึ่งไม่สามารถกลบเกลื่อนความคิดได้ นั่นเอง  ดังนั้นจึงอาจต้องทำลายเสีย เพื่อมิให้หลงเหลือ หลักฐาน

    วัตถุ ประสงค์สำคัญก็เพื่อดำรงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-จีนที่มีมายืนยาวให้ ยืนยงอยู่ต่อไปอย่างราบรื่นไร้ปัญหาใดๆ จึงจำต้องขจัดสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์ที่อาจเคยมีความบาดหมางหรือหนทาง ที่แตกต่างนั้น และเพื่อสืบสานความสัมพันธ์ทั้งภาครัฐและประชาชนให้เจริญงอกงามสืบต่อไปชั่ว กาลนาน

    นับเป็นเรื่องที่น่า เสียดายอย่างยิ่งเพราะท่ามกลางกองเพลิงนั่นคือผลงานอันประมาณค่ามิได้ทั้ง ที่ประพันธ์โดยนักเขียนไทยและผลงานแปลจากภาษาจีนเป็นไทยนั้นได้แฝงไว้ด้วย มรดกทางปัญญา อันทรงคุณค่าไว้จำนวนไม่น้อย เป็นผลงานร่วมกันของทั้งนักเขียน นักแปลไทยและจีนที่อยู่เบื้องหลัง

    อย่าง ไรก็ตามหนังสือเหล่านั้นไม่อาจจะเผาได้หมด  ดังที่เคยมีผู้กล่าวว่า สำหรับหนังสือนั้น "ยิ่งเผาก็ยิ่งยัง" ไม่ว่าจะปรากฏขึ้น ณ ซอกมุมใดของโลกและชาติภาษาใด  เพราะมักจะปรากฏว่าพลังของหนังสือที่ถูกพิจารณาให้กำจัดให้หมดสิ้นไปใน ประวัติศาสตร์นั้น มักจะก่อ "ปาฏิหาริย์" ได้อย่างน่าอัศจรรย์เสมอ

    หนังสือ ในจีนก็เช่นกัน เพราะปรากฏว่า บัดนี้ก็ยังมีหนังสือเหล่านั้นเหลือตกค้างต่อมาอีกจำนวนไม่น้อย  กลายเป็นหลักฐานสำคัญและทรงค่าให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาเกี่ยวกับประวัติ ศาสตร์และประวัติความสัมพันธ์ไทย-จีนต่อไป  หนังสือดังกล่าวนั้นมีทั้งที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วรรณกรรม การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งล้วนแต่แปลเป็นภาษาไทยแล้วทั้งนั้น โดยบุคลากรทั้งชาวจีนและชาวไทยกลุ่มหนึ่งที่ทำงานร่วมกันอย่างเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง

    เคยสอบถามผู้อยู่ ในเหตุการณ์เกี่ยวกับกรณีเพลิงไหม้ทางประวัติศาสตร์ครั้งนี้ผู้หนึ่ง ซึ่งแม้แต่หนังสือผลงานเขียนและแปลของเขาบางเล่มก็ถูกเผาไปด้วยนั้น ก็ได้คำตอบว่า

    เขาเอาไปเผาหมด ไม่เพียงแต่หนังสือทฤษฎีการเมือง หนังสือเกี่ยวกับวรรณกรรม นิทานพื้นบ้านหรือนิทานสุภาษิตอะไรต่างๆ ซึ่งไม่น่าจะเอาไปเผาเพราะไม่มีผลกระทบต่อแนวคิดทางการเมืองรุนแรงอะไร เขาก็เอาไปเผาหมด  แม้กระทั่งพจนานุกรมและต้นฉบับใหม่ๆ ที่ทำเสร็จแล้วและรอการพิมพ์ของผมก็ถูกเอาไปเผา  เมื่อสอบถามกันดู ได้คำตอบที่แฝงไว้ด้วยอารมณ์ขันที่ว่าเป็นเช่นนั้นก็เนื่องจากว่า... "เพราะคนเผาไม่รู้ภาษาไทยค่ะ!"

    นับเป็นเรื่อง "ตลกร้าย" ที่ขำไม่ออก

    ครั้ง ที่ผู้เขียนเคยไปทำงานประจำที่ภาคภาษาไทยของสำนักงาน นิตยสารภาพจีน แห่งกรมการพิมพ์ภาษาต่างประเทศแห่งชาติจีนในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ นั้น ก็ปรากฏว่าได้มีโอกาสเห็นหนังสือภาษาไทยทรงคุณค่าแก่การศึกษาหลายสาขาที่ตก ค้างอยู่จำนวนไม่น้อยบนหิ้งหนังสือในห้องทำงาน  ทั้งหนังสือประเภททฤษฎีทางการเมืองปกแดงของผู้นำจีนที่แปลเป็นไทย เช่น สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตง ๕ เล่ม ชุดคติพจน์เหมาเจ๋อตง สรรนิพนธ์เติ้งเสี่ยวผิง ชีวประวัติเติ้งเสี่ยวผิง และอื่นๆ วรรณคดีจีน ผลงานประพันธ์ของ "หลู่ซิ่น" ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์นักประพันธ์แห่งศตวรรษที่ ๒๐ ของจีน ผลงานประพันธ์ของ "เหลาเส่อ" นักเขียนเรืองนามอีกผู้หนึ่งของจีน ผลงานเด่นของนักเขียนจีนชื่อดังอื่นๆ เช่น "ปาจิน" และ "เหมาตุ้น" ตำนานและนิทานจีน เป็นต้น  รวมถึงผลงานบางเรื่องที่โดดเด่นของไทย ทั้งที่เป็นภาษาไทยและที่แปลเป็นภาษาจีน เป็นต้น

    อย่าง ไรก็ตามหากย้อนอดีตได้ มรดกทางปัญญาเหล่านั้นอาจยังคงอยู่อีกมาก  แต่เนื่องด้วยในขณะนั้นไม่มีผู้ใดสามารถเล็งการณ์ไกลได้ว่า อนาคตแห่งความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนจะเจริญงอกงามได้ดั่งเช่นที่เห็นอยู่ใน ขณะนี้นั่นเอง

    ผู้รับผิดชอบภาค ภาษาไทย นิตยสารภาพจีน ยังได้เคยยกหนังสือซึ่งสะท้อนภูมิปัญญาจีนหลายเล่มที่เหลือตกค้างอยู่ในตู้ หนังสือของภาคภาษาไทย ในสำนักงานนิตยสารแห่งนี้ให้ผู้เขียนในวันแรกที่ไปทำงานประจำที่นิตยสารภาพ จีน ในประเทศจีน  ซึ่งผู้เขียนรับไว้ด้วยความประทับใจและเก็บไว้อย่างถนอมมาจนบัดนี้ เช่น ผลงานเรื่องสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุง ผลงานเรื่องชุมนุมเรื่องสั้น ของ "หลู่ซิ่น" ผลงานเรื่องบ้าน ของ "ปาจิน" ผลงานเรื่องฤดูใบไม้ร่วง ของ "เหมาตุ้น" และจันทร์เสี้ยว ของ "เหลาเส่อ" รวมทั้งนิทานพื้นเมืองจีนเรื่องตามหาพระอาทิตย์ และอื่นๆ

 อ่านต่อ

แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 08 มิถุนายน 2010 เวลา 11:06 น.)