ข้อสังเกตุ
  • Please check if the attachment directory is writeable.

บันทึกการไปสวนโมกข์ : ภาพสะท้อนนักปฏิบัติของกุหลาบ สายประดิษฐ์


สมปอง ดวงไสว


     ๑ ปราชญ์ และนักคิดที่มีชีวิตเกิดมาร่วมสมัยในเวลาใกล้เคียงกัน ได้ร่วมสร้างผลงานอันทรงคุณค่าฝากไว้ให้แก่แผ่นดินแก่โลกเหมือนๆ กัน  ต่างกันแต่เพียงเส้นทางที่สร้างสรรค์  แต่ท้ายที่สุดแล้วย่อมเป็นสายธารเพื่อความสุขสงบ สันติ มนุษยธรรมของมวลมนุษยชาติเหมือนกัน

    เป็น ที่ทราบกันดีในหัวใจของพุทธศาสนิกชนไทย ท่านพุทธทาสเป็นปราชญ์แห่งพุทธศาสนา ส่วน กุหลาบ สายประดิษฐ์หรือศรีบูรพาคือปราชญ์แห่งการประพันธ์  ทั้งสองท่านได้มีโอกาสสื่อสารสัมพันธ์ในทางธรรมะต่อกันจนกระทั่งในที่สุด ได้พบปะกัน  เรื่องราวของการที่ปราชญ์ต่อปราชญ์พบกัน ล้วนสร้างสรรค์และเป็นประวัติศาสตร์จารึกอันทรงคุณค่า ควรแก่การศึกษา

    คุณ กุหลาบ สายประดิษฐ์ และท่านพุทธทาสภิกขุ มีโอกาสเขียนจดหมายติดต่อถึงกันเพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะหรือเสวนาธรรมต่อกัน ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จดหมายของทั้งสองท่านนั้นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์และบทบาทชีวิต วัตรปฏิบัติธรรมของคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ หลังจากพบท่านพุทธทาสแล้ว นับว่ามีคุณค่าควรค่าแก่การศึกษายิ่ง

    ใน ดวงจิตของท่านที่ต่างศึกษางานของกันและกัน คงมีความรู้สึกความคิดที่นอกจากจะคิดถึงกัน อยากติดต่อสื่อสารปฏิสัมพันธ์ถึงกัน และคงปรารถนาที่จะได้พบกันในที่สุด จากหลักฐานทางจดหมายที่ติดต่อถึงกันพบว่า จดหมายฉบับแรกเริ่มต้นที่ท่านพุทธทาส จากสวนโมกขพลาราม ไชยา สุราษฎร์ธานีติดต่อมายังคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ซึ่ง ณ เวลานั้นคือบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาชาติ  จดหมายลงวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๑ โดยขึ้นต้นจดหมายว่า �ธรรม พร และเมตตาจงเจริญ แด่คุณ�  จดหมายฉบับแรกนี้ เป็นความปรารถนาของท่านพุทธทาส ต้องการสื่อสารทางธรรมะเพื่อส่งต่อให้ถึงพุทธศาสนิกชนโดยผ่านทางประชาชาติ และแลกเปลี่ยนความรู้ทางธรรมกับท่านบรรณาธิการ เพราะว่าประชาชาติ ในสมัยนั้นดูจะมีบทความในทางธรรมอยู่บ่อยๆ อีกทั้งยังได้ส่งบทความเรื่อง "ชีวิตกับนิพพาน" มาลงพิมพ์ด้วย

    อาตมา มองเห็นในหน้ากระดาษของคุณ ว่ามีเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาอยู่บ่อยๆ จึงใคร่ร่วมสนุกด้วย  ถ้าหากคุณจะกรุณาแจ้งให้ทราบบ้างว่า คณะบรรณาธิการของคุณมีหลักอย่างไรในการปล่อยเรื่องทางพุทธศาสนาผ่านลงไป แล้วอาตมาจะเขียนมาร่วมสนุกได้ตรงเข็มที่ประสงค์ของคุณยิ่งขึ้น  ความจริงหลักธรรมในพุทธศาสนามีข้อควรคิดและน่าเพลิดเพลินอยู่มาก แต่มันต้องอาศัยการลูบคลำกันนานๆ หรือผ่านไปผ่านมาอยู่เสมอ จึงจะเข้าใจได้ทันทีและสนุก  หนังสือพิมพ์มีหน้าศาสนาน้อย มีการเมืองเป็นส่วนใหญ่ หรือบางฉบับแทบหาไม่ได้เลย  แต่สำหรับประชาชาตินั้น มีอุดมคติว่า วิทยาคม อยู่คำหนึ่ง จึงทำให้มีลักษณะคล้ายตำราอยู่บ้าง  ทั้งหวังว่า คงมีส่วนที่อาจสละให้พุทธศาสนาเป็นประจำ ตามมากตามน้อย

    และช่วงสุดท้ายของจดหมายท่านบรรยายให้เห็นสภาพที่ท่านอยู่ในสมัยนั้นชัดเจนยิ่งว่า

    พวก เราอยู่ในป่ากันว่างๆ ก็อยากจะพูดกับโลกส่วนใหญ่บ้าง ถ้าคุณให้โอกาส ก็จะได้พูดในวันหน้าสืบไป  พวกเราได้อ่านหนังสือพิมพ์ของคุณอยู่เสมอๆ แต่ว่าไม่ครบทุกฉบับและช้าเกินไป ที่จะตอบโต้หรือถกความคิดเห็นประจำวัน ถึงกระนั้นก็ได้รับประโยชน์มากในการได้ความรู้รอบตัว

    ส่วน ความในตอนท้ายในจดหมายฉบับนั้นได้อวยพรให้คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ด้วยเมตตารักใคร่นับถือกันยิ่งนักว่า "ขออวยพรให้คุณเป็นดวงประทีปที่ส่งเสียงของชาติยิ่งๆ ขึ้นไป ธรรม พรและเมตตาแด่คุณ" พร้อมทั้งได้ลงนามท้ายจดหมายอันงดงามนั้นว่าพุทธทาส อินทปัญโญ

    จดหมายของคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ มีไปถึงท่านพุทธทาสนั้นดูออกจะนานไปสักนิด ลงวันที่ ๕ กันยายน ๒๔๙๔ ที่อยู่บ้านเลขที่ ๑๕๘ ซอยภูมิจิตร พระโขนง จังหวัดพระนคร ซึ่งไม่ใช่บ้านที่ซอยพระนางในปัจจุบัน เนื้อความได้ปรารภถึงงานปรารภถึงธรรม ซึ่งบอกว่าได้เคยฟังปาฐกถาธรรม และได้อ่านหนังสือเทศนาธรรมของท่านเรื่องวิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม แล้วสะดุดใจติดใจใคร่อยากเรียนรู้และปฏิบัติธรรมกับท่านพุทธทาส ความช่วงหนึ่งมีว่า

    การปฏิบัติ ธรรมเป็นกิจอันสำคัญยิ่งยวดของพุทธศาสนิกชน และทำให้เกิดความรู้สึกประทับใจว่า เพียงแต่การเรียนรู้ข้อธรรมต่างๆ ในพระพุทธศาสนานั้น หาเป็นการเพียงพอที่จะทำให้ใครๆ เรียกตัวเองว่าเป็นพุทธศาสนิกชนที่แท้จริงได้ไม่

    ความ รู้สึกลึกๆ ในความที่ควรจะเป็นพุทธศาสนิกชนที่แท้นั้น กระตุ้นให้ผู้ใฝ่รู้ในการปฏิบัติธรรมอยากลงไปเรียนรู้และปฏิบัติธรรมกับท่าน พุทธทาสที่สวนโมกข์ เพื่อศึกษาธรรมะและฝึกการปฏิบัติธรรมอันถ่องแท้จากท่านโดยตรง  การติดต่อเดินทางเพื่อลงไปสวนโมกข์นั้นได้มีความเพียรพยายามติดต่อประสาน งานกันหลายครั้ง โดยมีคุณวิลาส มณีวัต หรือวิไล วัชรวัตร นามปากกาที่คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ชื่นชมในความเป็นนักเขียนหนุ่มซึ่งเป็นชาวสุราษฎร์ธานี อีกทั้งเมื่อครั้งสมัยเป็นเด็กยังได้เคยอยู่วัดกับท่านพุทธทาสถึง ๔ ปี ได้เป็นผู้ประสานงานให้ ได้ติดต่อกับนายธรรมทาส พานิช น้องชายของท่านพุทธทาส ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของคณะธรรมทานและผู้สนับสนุนสวนโมกขพลารามที่สำคัญ แต่ก็พลาดโอกาสพบกัน

    เนื่อง ด้วยได้พลาดโอกาสไปครั้งหนึ่งเมื่อปีกลาย (พ.ศ. ๒๔๙๓) ผมจึงระมัดระวังมิให้พลาดโอกาสอีกในปีนี้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงได้มีจดหมายนมัสการมายังท่านเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะเรียนให้ท่านทราบถึงความปรารถนาของผมที่ใคร่จะออกมาสวนโมกข์เพื่อ ขอรับการศึกษาเรื่องการปฏิบัติธรรมจากท่านเมื่อสิ้นฤดูกาลเข้าพรรษาแล้ว

    ซึ่ง ก็เป็นด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนและเกรงใจยิ่งนัก เพราะในพรรษานั้นท่านพุทธทาสจะมีกิจของสงฆ์ในเรื่องของความสงบอยู่มาก ท่านจึงไม่อยากรบกวนในช่วงเวลานั้น

    ท่าน พุทธทาสตอบจดหมายมาจากสวนโมกข์ลงวันที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๔ ขึ้นต้นเหมือนเดิมว่า "ธรรม พร และเมตตาจงเจริญ แด่คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์"

    การที่คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ จะลงไปปฏิบัติธรรมนั้น ท่านพุทธทาสมีความยินดีเป็นอย่างมากและยินดีช่วยเหลือทุกประการที่จะช่วยให้ ปฏิบัติธรรมได้ตามที่ต้องการ  ท่านเขียนไว้ดีมากว่า

    การ ที่คุณมีความประสงค์จะเขยิบการศึกษาทางพุทธศาสนาของคุณขึ้นไปสู่ขั้นที่จะทำ ให้ได้รับสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านต้องการให้ทุกคนได้รับ กล่าวคือขั้นปฏิบัติธรรม  อาตมารู้สึกมีความยินดีอย่างยิ่ง และจะมีความยินดีถึงที่สุด ถ้าหากว่า คุณจะอุทิศความพยายามของคุณจนทำให้เกิดความสนใจในสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่าน ต้องการให้ทุกคนได้รับนี้ขึ้นในวงการของนักประพันธ์แห่งประเทศไทยอย่างทั่ว ถึง  ถ้าหากว่าทุกคนในโลกได้รับสิ่งที่กล่าวแล้ว โลกนี้ก็กลายเป็นโลกของพระอริยเจ้าไป  แม้หากว่าคนทั้งหลายจะได้รับแต่เพียงในขั้นต้นเล็กๆ น้อยๆ กันทุกคนเท่านั้น  อย่างน้อยที่สุด โลกนี้จะได้รับสันติภาพอันถาวร เพราะฉะนั้นการที่เราจะพยายามให้เราเองหรือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ได้รับสิ่งที่สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านต้องการให้ได้รับนั้น นับว่าเป็นสิ่งที่น่าทำยิ่งกว่าสิ่งทั้งหลาย  อาตมาจึงมีความยินดีที่ได้ทราบว่า คุณมีความปรารถนาอันแรงกล้าในการที่จะเข้าถึงตัวสิ่งที่เป็นตัวพุทธศาสนาอัน แท้จริง และมีความยินดีที่จะช่วยเหลือคุณทุกประการที่สามารถช่วยได้

    จดหมาย ฉบับนี้ออกจะเขียนยาว แต่เป็นความยาวที่กล่าวถึงเรื่องของการปฏิบัติธรรมเป็นสำคัญ  และเมื่อท่านเขียนถึงคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ที่เป็นนักประพันธ์ ท่านก็ให้ข้อคิดหรือสอนให้ตรงใจของนักประพันธ์  เสน่ห์และความเป็นเอกในการบรรยายธรรมของท่านพุทธทาสอยู่ตรงนี้ เมื่อบรรยายหรือสอนให้แก่หมอก็ต้องพูดให้ลึกตรงใจหมอเรื่องเกี่ยวกับหมอดัง แก่นพุทธศาสน์ และเมื่อสอนแก่ตุลาการผู้พิพากษาก็พูดถึงความยุติธรรมที่ตรงกับผู้พิพากษา ดังตุลาการิกธรรม และเมื่อพูดถึงนักประพันธ์ท่านก็นำพุทธศาสนากับการประพันธ์มายกตัวอย่างให้ เห็นชัดเจน  นี่คือท่าน

    ทีนี้เราจะได้พูดกัน ถึงการปฏิบัติธรรมต่อไป เพื่อให้เข้าใจกันได้ง่ายๆและโดยเร็ว อาตมาขอบอกแก่คุณว่า การปฏิบัติธรรมนั้น ที่แท้ก็คือการประพันธ์นั่นเอง แต่เป็นการประพันธ์ชนิดที่ไม่ต้องเขียนลงเป็นตัวอักษร  การปฏิบัติธรรมนั้น คือการมีชีวิตอยู่ด้วยการพิจารณาจนเข้าใจในชีวิตและสิ่งทั้งหลายทุกสิ่งอัน เนื่องกันอยู่กับชีวิตอย่างถูกต้อง นี่แหละคือตัวการปฏิบัติธรรมแท้ นอกนั้นเป็นเพียงขั้นการตระเตรียมหรืออุปกรณ์ เช่นศีล เป็นการเตรียมความพร้อมในส่วนกาย วาจา และอย่าให้มีอะไรเป็นการกีดขวางเกิดขึ้นแก่ชีวิตแห่งการพิจารณาสิ่งทั้งปวง เป็นประจำวัน สมาธินั้นคือการเตรียมใจให้พร้อม คือให้คล่องแคล่วเหมาะสมสำหรับการพิจารณา ทีนี้ก็ถึงขั้นปัญญาอันเป็นตัวการของการปฏิบัติธรรม ได้แก่การพิจารณาชีวิตและสิ่งทั้งปวงอันเนื่องกันอยู่กับชีวิต จนเกิดความเข้าใจอันถูกต้องต่อสิ่งเหล่านั้นจริงๆ ที่เรียกว่าความเข้าใจอันถูกต้องต่อสิ่งเหล่านั้นจริงๆ นั้น หมายถึงความเข้าใจชนิดที่เราสามารถควบคุมชีวิตและสิ่งทั้งหลายอันเนื่องกัน อยู่กับชีวิตไว้ได้ ในสถานะที่จะไม่มีความทุกข์ร้อนเกิดขึ้นมาได้เลยแม้แต่น้อย  ถ้าเรายังไม่สามารถได้รับผลอันนี้ ก็แปลว่าเรายังไม่เข้าใจสิ่งทั้งหลายอย่างถูกต้องจริงๆ นั่นเอง

    ทีนี้สิ่งที่ท่านเจาะลึกเปรียบเทียบถึงการประพันธ์กับการปฏิบัติธรรมนั้นท่านเขียนบอกว่า

    นัก ประพันธ์ที่ไม่ปลอม ย่อมบรรยายสิ่งที่ตนเองเห็นจากชีวิตและสิ่งทุกสิ่งที่เนื่องกันอยู่กับชีวิต ในแง่ใดแง่หนึ่งเสมอ  แต่ส่วนมากที่สุดนั้น มันไปเสียในแง่ที่ทำคนให้ตกเป็นทาสของอารมณ์ยิ่งขึ้น แทนที่จะเป็นไปในทางเป็นอิสระเหนืออารมณ์ หรือสิ่งทั้งปวงที่มาเกี่ยวข้องกับชีวิตยิ่งขึ้น  แต่อย่างไรก็ตามนักประพันธ์ที่แท้ย่อมทำงานของตนด้วย การพิจารณาชีวิตและสิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิต โดยแง่ใดแง่หนึ่งเสมอ  ฉะนั้นอาตมาจึงเห็นว่า นักปฏิบัติธรรมก็คือนักประพันธ์นั่นเอง เป็นแต่ว่าไม่บรรยายลงเป็นตัวอักษร และมองสิ่งทั้งปวงในแง่ที่เป็นอิสระเหนืออารมณ์เท่านั้นเอง

    นอก จากนั้นท่านพุทธทาสได้อธิบายถึงความสำคัญหรือใจความสำคัญของเรื่องการ ปฏิบัติธรรม ให้เป็นการบ้านไปคิดปฏิบัติเมื่อพบกันก็จะได้ซักถามถึงข้อสงสัยได้

    ขอ ให้คุณพยายามทำไปอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จนเดินมาตามทางแห่งความสะอาด สว่าง สงบ จนมีความสะอาด สว่าง สงบ ขึ้นในใจคุณเองแล้ว เมื่อนั้นแหละคุณจะสามารถรู้จักตัวพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่ถูกต้อง  เพราะว่าตัวความสะอาด สว่าง สงบอันแท้จริงนั่นเอง คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง ที่เป็นเนื้อแท้ มิใช่เปลือก ที่สามารถเข้าไปเป็นที่พึ่งในหัวใจคนได้

    และความในช่วงสุดท้ายของจดหมายท่านบอกถึงช่วงเวลาอันเหมาะสมที่จะสะดวกในการไปเยือนสวนโมกข์

    ที่ คุณอยากจะไปที่สวนโมกข์นั้น จะไปเมื่อไรก็ได้ อาตมาไม่มีความขัดข้อง  แต่ในระหว่างเดือนพฤศจิกา ธันวานี้ น้ำยังท่วม ไม่สะดวกแก่การไป จะต้องเปียกเพราะลุยน้ำตามธรรมดาของทุ่งนา  เดือนกุมภาไปแล้วก็สะดวกไปจนกระทั่งเข้าพรรษา อากาศในสวนโมกข์สบายมากในเดือนกุมภาระยะหนึ่งแล้วข้ามไปมิถุนา กรกฎามีผลไม้หาได้ง่าย  ตามปรกติอาตมาอยู่สวนโมกข์เสมอ แต่อาจได้รับคำสั่งให้ไปช่วยสอนประชาชนต่างจังหวัดเมื่อใดก็ได้ และมักจะเป็นในเดือนเมษา พฤษภา  คุณจะเลือกไปเดือนไหน เมื่อใกล้จะไปค่อยนัดกันใหม่ก็ได้

    กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้ตอบจดหมายฉบับลงวันที่ ๑๙ ตุลาคม ของท่านพุทธทาสด้วยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในทางธรรม แล้วได้แสดงความขอบคุณและซาบซึ้งใจที่ท่านพุทธทาสได้ให้ความเมตตาในการไปสวน โมกข์  หลายคนอาจจะไปสวนโมกข์ในลักษณะการท่องเที่ยว ยิ่งในปัจจุบันดูสวนโมกข์จะเป็นส่วนหนึ่งของการไปท่องเที่ยวยังสุราษฎร์ธานี ทีเดียว  แต่ก็มีผู้ใฝ่ใจในธรรมมุ่งไปปฏิบัติธรรมมากกว่าที่จะผ่านเลย

    ผม แสวงหาการออกไปเสียจากสิ่งแวดล้อมในพระนครอันล้วนเป็นข้าศึกต่อความสงบทาง จิตใจ เพื่อการพิจารณาธรรม ผมจึงดีใจมากที่ท่านได้กรุณาให้โอกาสผมออกไปพำนักที่สวนโมกข์อย่างเต็มใจ  การออกไปพำนักที่สวนโมกข์ จะเป็นการทดลองอันใหม่ของผม เพื่อที่จะได้ทราบว่าการพิจารณาธรรมและการฝึกฝนตน เพื่อน้อมชีวิตไปสู่วิถีพุทธธรรมในบรรยากาศอันสงบสงัดเช่นนั้น จะได้ผลต่างกันเพียงใดกับการปฏิบัติภายใต้สิ่งแวดล้อมชีวิตในพระนคร

    เมื่อ จัดการสางงานที่คิดว่าไม่ควรจะค้างได้เรียบร้อย คือทำงานที่จำเป็นให้เสร็จ จึงกำหนดวันเวลาที่จะเดินทางลงสู่สวนโมกข์ พร้อมทั้งส่งข่าวทางจดหมายถึงท่านพุทธทาส  จดหมายฉบับนี้ไม่ยาวนัก ลงวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ดังนี้

    ตาม ที่ผมได้ปรารภมาในจดหมาย ลงวันที่ ๓ ธันวาคมว่า ผมจะเตรียมตัวลงมาสวนโมกข์เพื่อหาความรู้ในการปฏิบัติธรรม และเพื่อนมัสการท่านในเดือนกุมภาพันธ์นั้น บัดนี้ผมกำหนดวันเดินทางไว้แล้ว ว่าผมคงจะออกเดินทางได้ในวันที่ ๔ กุมภาพันธ์  ผมจึงได้เขียนจดหมายเรียนมายังท่านอีกครั้งหนึ่ง  ผมได้ชวนคุณวิลาศ มณีวัตให้ไปด้วยกัน  และเมื่อคุณวิลาศทราบว่าท่านมีความยินดีเต็มใจจะให้เราลงไปที่สวนโมกข์ตาม ที่เราปรารถนา ก็มีความยินดีมาก และตกลงว่าจะเดินทางไปพร้อมกันกับผม  ผมขอบพระคุณในธรรมเมตตาของท่านเป็นที่ยิ่ง

 

     ๒ คุณ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้บันทึกการเดินทางไปสวนโมกข์นับแต่เริ่มต้นออกจากบ้านที่ซอยภูมิจิตร พระโขนง พระนคร ด้วยลายมือที่แสดงความตั้งใจจริง  โดยได้บันทึกไว้ตั้งแต่การเดินทางแต่เช้าไปสถานีรถไฟที่บางกอกน้อย  จนกระทั่งถึงวันกลับ และหลังจากกลับมาจากสวนโมกข์แล้ว ชีวิตได้เปลี่ยนแปลงไปมากมายทีเดียว  ทุกวันท่านได้แบ่งเวลาเพื่อการศึกษาธรรมะและการปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ  จากหลักฐานสมุดบันทึกเล่มนี้ได้เขียนบันทึกตั้งแต่วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๕ อันเป็นวันออกเดินทาง ถึงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ นั้น หัวเรื่องของการบันทึก ท่านเขียนไว้ว่า

    ความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมและการบังคับตน

วันจันทร์ที่ ๔ กุมภาพันธ์ ขึ้น ๘ ค่ำ พ.ศ. ๒๔๙๕

เดิน ทางไปแสวงความรู้ในการปฏิบัติธรรมที่สวนโมกขพลาราม ไชยา เพื่อเสวนาและแสดงความเคารพท่านพุทธทาส และศึกษาธรรมชาติของการใช้ชีวิตในถิ่นที่อันสงบสงัด

    นี่ คือปณิธานหรือจุดประสงค์ของการเดินทางในคราวนี้ ไม่ได้เดินทางท่องเที่ยวแบบทั่วๆ ไป แต่ได้บอกเจตนารมณ์ชัดเจน ว่าจะเดินทางไปเพื่อศึกษาหาความรู้และปฏิบัติธรรม และได้เกิดเหตุการณ์ทดสอบจิตใจของคนไปปฏิบัติธรรมตั้งแต่นาทีแรกของการเดิน ทางทีเดียว

แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 08 มิถุนายน 2010 เวลา 11:06 น.)